วันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

การกระตุ้นพัฒนาการ วัย 3 ปี 5 เดือน


ฉลาดเรียนรู้                  

     เรียนรู้ความแตกต่างของสิ่งที่คล้ายกัน 

สำหรับเด็กวัยก่อนหน้านี้ เมื่อเห็นเป็ดและไก่เขาอาจเรียกมันว่า “ไก่” หมด แต่เด็กวัย 3 ปีขึ้นไป เริ่มมีความคิดความเข้าใจเรื่องความเหมือนและความแตกต่างของสิ่งใดๆ โดยอาศัยการเปรียบเทียบคุณสมบัติของวัตถุสิ่งของในกลุ่มหรือหมวดเดียวกัน และต่างกลุ่มหรือต่างหมวดหมู่ เขาจึงสามารถจำแนกความแตกต่างของสัตว์ที่มีความใกล้เคียงกันทั้งสองนี้ได้ เขารู้ว่าเป็ดมีปากที่แตกต่างจากไก่  เป็ดมีขนสีขาว ไก่มีขนหลายสี ฯลฯ   และบอกเราได้ว่าตัวไหนคือเป็ด ตัวไหนเป็นไก่ ตัวไหนหมา ตัวไหนแมว เป็นต้น
นอกจากนี้ การชวนลูกคุยถึงสิ่งที่เด็กเห็นและชี้แนะเพิ่มเติมฝึกให้ลูกสังเกตความเหมือนและความแตกต่างของสิ่งที่คล้ายคลึงกัน เช่น เป็ดและไก่ มีขนเหมือนกัน แต่ปากไม่เหมือนกัน  ไก่ขันเอ้กอี้เอ้กๆ เป็ดร้องก้าบๆ หมาเห่าโฮ่ง แมวร้องเมี้ยว เป็นต้น  จะเป็นพื้นฐานสำคัญต่อความฉลาดเรียนรู้ของลูกต่อไป                                          

 ฉลาดเคลื่อนไหว                       

ปั้น...ฝึกทักษะการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อมือ

            การปั้นช่วยให้เด็กได้พัฒนากล้ามเนื้อ ในการปั้นสิ่งต่าง ๆ นั้น เด็กต้องใช้แรงทั้งการทุบ จับ บีบ กด และคลึง ทำให้กล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็กพัฒนาไปพร้อมกัน
            ก่อนให้ลูกปั้น คุณแม่อาจจะถามลูกว่าต้องการปั้นอะไร อาจแนะนำให้ปั้นตุ๊กตุ่นตัวเล็กๆ ก่อน โดยคุณแม่สอนขั้นตอนการปั้น จากลำตัว หัว แขนและขา คอยให้คำแนะนำลูกเป็นระยะ ถ้าลูกไม่สนใจก็ต้องใช้วิธีหลอกล่อและเกลี้ยกล่อมเพื่อดึงความสนใจให้ลูกทำต่อ ลูกก็จะสามารถทำด้วยตัวเองและทำได้นานขึ้น เข้าใจคำสั่ง และมีจินตนาการสร้างสรรค์มากขึ้น โดยคุณแม่ไม่ควรเน้นที่ผลงานว่าจะสวยหรือไม่ แต่จะเน้นกระบวนการให้เด็กเรียนรู้ระหว่างที่ทำ เพราะก่อนเริ่มทำ ลูกจะวางแผนการทำด้วยตัวเอง สมองของเด็กจึงได้รับการกระตุ้น โดยระหว่างที่ทำ เซลล์สมองจะเชื่อมต่อกันเป็นวงจรในการจัดระบบความคิด ทำให้ลูกรู้จักคิดและมีความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจะสามารถต่อยอดความรู้ต่อไปได้ และเป็นการฝึกทักษะในการใช้กล้ามเนื้อมือให้ดียิ่งขึ้น
            การสอนให้ลูกรู้จักการปั้น จะช่วยส่งเสริมให้เด็กได้ใช้ความคิดและพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กในการเคลื่อนไหว พร้อมกับการเรียนรู้และฝึกฝนงานด้านศิลปะ ทำให้เด็กมีสมาธิและจดจ่ออยู่กับงานที่ทำจนสำเร็จค่ะ

ฉลาดสื่อสาร                 

เล่นเป่ายิ้งฉุบ...ฝึกความฉลาดสื่อสาร

            ลูกในวัยนี้เริ่มเรียนรู้อะไรได้มากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของสัญลักษณ์ต่างๆ อย่างการเล่นเป่ายิ้งฉุบ ที่ใช้มือสื่อแทนสิ่งของอย่างค้อน (กำมือ) กรรไกร (ยื่นเฉพาะนิ้วชี้และนิ้วกลาง) และกระดาษ (แบมือ) ที่เขาสามารถเข้าใจถึงความหมายได้ คุณแม่อาจดัดแปลงการเล่นเป่ายิ้งฉุบนี้ มาพัฒนาการเรียนรู้ของลูกน้อยได้ โดยการที่คุณแม่กับลูกเล่นเป่ายิ้งฉุบกัน ถ้าใครชนะก็จะได้เป็นคนถามคำถามก่อน ซึ่งคำถามอาจเป็นอะไรก็ได้ที่อยากถาม เช่นหนูชื่ออะไร หนูอายุเท่าใด คุณแม่ชื่ออะไร หนูชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ทำไม ฯลฯ  ลูกจะสนุกกับการเล่นเกมนี้  และพยายามที่จะเป่ายิ้งฉุบให้ชนะคุณแม่ เพื่อที่จะได้เป็นคนถาม ถ้าคุณแม่เป็นฝ่ายชนะได้ถามบ้าง ก็อย่าใช้คำถามที่ยากมากนะคะ เพราะถ้าลูกตอบไม่ได้ขึ้นมาบ่อยครั้งเข้า ก็จะเริ่มเกิดความเบื่อกับเกมนี้ได้
            การเล่นเป่ายิ้งฉุบนี้ เป็นกิจกรรมง่ายๆ ที่สามารถเล่นได้ทุกที่ทุกเวลา  ซึ่งจะช่วยฝึกให้เด็กหัดตั้งคำถาม ฝึกทักษะด้านการใช้ภาษา การคิดวิเคราะห์หาคำตอบ  การสื่อสาร รู้จักการแพ้ชนะ และรู้จักฝึกการเข้าสังคมค่ะ

ฉลาดด้านอารมณ์                      

ลูกอารมณ์ดีได้ ง่ายๆ ด้วยศิลปะ

            ศิลปะเป็นเครื่องมือช่วยพัฒนาลูกน้อยให้อารมณ์ดี เคยสังเกตไหมคะ...เวลาที่ลูกน้อยหงุดหงิด เครียด โกรธอารมณ์ ไม่ดี เมื่อคุณแม่หลอกล่อหากิจกรรมงานศิลปะให้ทำ ไม่ว่าจะเป็นปั้นดิน หรือขีดเขียนวาดรูป ลูกน้อยก็จะหายจากอาการเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว นั่นก็เพราะศิลปะช่วยให้เขาได้ระบายอารมณ์ ระบายความคับข้องใจ ในทิศทางที่สร้างสรรค์ ทำให้ผ่อนคลายลดความขุ่นมัวในจิตใจ มีสมาธิ ลดความตึงเครียดลงได้ในที่สุด
            เมื่อลูกเริ่มทำงานศิลปะเขาจะใจเย็นลง มีสมาธิ โดยเฉพาะเมื่อได้ทำงานศิลปะร่วมกับเพื่อนๆ ลูกจะเรียนรู้การเข้ากลุ่มร่วมในสังคมได้ง่าย นอกจากนี้การทำงานศิลปะยังเป็นการฝึกความอดทน เพราะการอยู่กับที่นานๆ รวมทั้งยังเป็นการสอนให้ลูกเป็นคนช่างสังเกต มองเห็นรายละเอียดของสิ่งต่างๆ รอบตัวได้
            หากลูกได้ทำงานศิลปะอย่างต่อเนื่อง ฝึกจินตนาการอย่างสร้างสรรค์เพียงวันละ 3-5 นาที จะช่วยลดพฤติกรรมก้าวร้าวและมีสมาธิดีขึ้นด้วย ทุกครั้งที่ลูกได้ทำงานศิลปะ จิตใจจะได้รับการกล่อมเกลาให้ละเอียดอ่อนขึ้น โดยศิลปะจะสะท้อนความคิดของลูกออกมา เช่น ถ้าลูกวาดรูปบ้านและมีคุณพ่อคุณแม่อยู่ในนั้น นั่นหมายถึงความรักความผูกพันที่ลูกมีต่อพ่อแม่ การทำงานศิลปะจึงเป็นโอกาสที่ลูกจะได้ใช้ความคิดจินตนาการอย่างเปิดกว้างและสื่อสารให้คนอื่นรับรู้อารมณ์ของเขาค่ะ

การกระตุ้นพัฒนาการ วัย 3 ปี 4 เดือน


ฉลาดเรียนรู้                  

ฉลาดเรียนรู้ด้วยการมีสมาธิ

            ลูกน้อยวัยซน มีความอยากรู้อยากเห็น ชอบทดลองสิ่งใหม่ๆ และมีพฤติกรรมไม่อยู่นิ่ง คุณแม่เลยอาจจะกลัวว่าลูกจะกลายเป็นเด็กที่ไม่มีสมาธิ จึงต้องหาวิธีที่จะให้ฝึกให้ลูกเรียนรู้การมีสมาธิ หลายคนเข้าใจว่าต้องพาลูกไปเข้าคอร์สนั่งสมาธิหรือทำกิจกรรมต่างๆ ทั้งที่ความจริงแล้ว กิจวัตรประจำวันในบ้านที่ลูกทำก็สามารถช่วยฝึกให้เขามีสมาธิหรือความจดจ่อได้เช่นกัน ซึ่งทำได้เช่น...
  • ปล่อยให้ลูกหัดทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง ในเรื่องง่ายๆ อย่างการเช็ดตัว ทาแป้ง หรือใส่เสื้อผ้าเอง เพราะการทำกิจวัตรต่างๆ เหล่านี้ เด็กต้องใช้สมาธิจดจ่อ เพื่อบังคับควบคุมกล้ามเนื้อที่ต้องใช้ในการทำกิจกรรมนั้นๆ
  • เล่านิทานก่อนนอน เป็นวิธีที่ง่ายและทำได้ทันที เพราะการฟังนิทานก่อนนอน จะเป็นช่วงเวลาที่เขาเหมือนตกอยู่ในภวังค์ ซึ่งจะทำให้เขามีสมาธิมากกว่าเวลาอื่น
  • ชวนลูกออกกำลังกาย เช่น การโยนลูกบอลหรือการถีบจักรยาน เป็นกิจกรรมต้องมีใจจดจ่อมีสมาธิ จึงจะสามารถวิ่งหรือมุ่งตรงไปข้างหน้าได้ จะช่วยทำให้ลูกมีสมาธิที่ดีค่ะ     
  • สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การที่คุณแม่ใส่ใจว่าลูกสนใจกิจกรรมใดเป็นพิเศษ เช่น หากลูกชอบระบายสี ก็ควรนั่งระบายสีกับเขา เพื่อให้เขาเลียนแบบการกระทำของคุณแม่ เพราะผู้ใหญ่มักจะมีสมาธิกับการทำอะไรเป็นเวลานาน ลูกก็จะเรียนรู้และเลียนแบบคุณแม่โดยการมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เมื่อเด็กมีสมาธิก็ส่งผลดีต่องวงจรการทำงานของสมองค่ะ

ฉลาดเคลื่อนไหว            

พัฒนากล้ามเนื้อนิ้ว...ด้วยกรรไกรตัดกระดาษ

            คุณแม่รู้ไหมคะว่า นอกจากการจัดหาดินสอ- สีเทียน - กระดาษให้ลูกๆ ได้ขีดๆ เขียนๆ เพื่อฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กให้นิ้วและมือน้อยๆ ได้ออกกำลังกันแล้ว กรรไกรตัดกระดาษก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้ลูกได้ออกกำลังกล้ามเนื้อมัดเล็กไปพร้อมๆ กับการใช้สายตาได้ ที่สำคัญช่วยเสริมสร้างสมาธิและความจดจ่อให้ลูกได้อย่างดี เพราะเขาจ้องค่อยๆ ตัด ซึ่งปัจจุบันมีกรรไกรสำหรับให้เด็กๆ ได้ใช้ฝึกตัดกระดาษโดยเฉพาะ ทำจากพลาสติก ไม่คม ปลายมน ทำให้ไม่ต้องห่วงกังวลว่าจะทำอันตรายให้นิ้วน้อยๆ และมีลูกเล่นต่างๆ เช่น ตัดเป็นเส้นตรง เป็นเส้นซิกแซก ที่จะทำให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องลายเส้นต่างๆ ด้วย
            การใช้กรรไกรตัดกระดาษนี้ ค่อนข้างท้าทายความสามารถของเด็กๆ   เพราะนอกจากจะต้องฝึกหัดจับกรรไกร โดยวางนิ้วแยกกัน คือ นิ้วโป้ง นิ้วชี้นิ้วกลาง นิ้วนางนิ้วก้อย แล้ว เด็กๆ ยังต้องออกแรงขยับนิ้วเข้าหากันและถ่างออก เพื่อให้สามารถตัดกระดาษออกได้ และเมื่อไรที่เขาสามารถตัดกระดาษได้ ความสนุกก็เริ่มก่อตัว และทำให้เขารู้สึกสนุกที่จะตัดฉับๆ ลงไป ซึ่งช่วงแรกคุณแม่อาจปล่อยให้ลูกตัดกระดาษตามใจชอบ โดยหากระดาษเหลือใช้มาให้ตัดเล่น หรือจะลองหากระดาษที่มีสีสันสดใสสักนิดก็ได้ และเมื่อไรที่สังเกตว่าเขาเริ่มตัดได้ดีขึ้น ก็ลองชวนลูกมาตัดกระดาษเป็นรูปทรงต่างๆ เช่น สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม หรือจะต่อยอดด้วยการเอาชิ้นส่วนกระดาษที่ตัดมา แปะกาวลงบนสมุด ตกแต่งเป็นภาพดอกไม้ พระอาทิตย์ ตามแต่จินตนาการได้อีกด้วยค่ะ
 

ฉลาดสื่อสาร                 

บทบาทสมมติ ช่วยพัฒนาของลูก         

             
ลูกวัยอนุบาลจะโปรดปรานการเล่นบทบาทสมมุติมาก  เขาเริ่มมีเหตุผลในการพูดมากขึ้น สามารถสื่อสารโต้ตอบเรื่องราวได้มากขึ้นแล้ว  เป็นจังหวะที่ดีที่จะฝึกให้ลูกรู้จักพูดคุยในเรื่องราวที่นอกเหนือไปจากเรื่องราวในบ้าน เช่น  เป็นคุณหมอรักษาคนไข้ หรือเป็นคุณครูสอนหนังสือ  เป็นต้น
การเล่นบทบาทสมมติของเด็กในวัยนี้เป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการทำงานของสมองของเด็กในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเรื่องของการสื่อสารสิ่งที่เขาจดจำ รวมถึงการเลียนแบบพฤติกรรมของคนใกล้ชิด การเล่นบทบาทสมมติเป็นพื้นฐานของความฉลาดแบบสร้างสรรค์  เด็กจะได้ประโยชน์จากการเล่นประเภทนี้อย่างมาก เช่น สมมติว่าตนเองเป็นพ่อครัวในร้านอาหาร ไม่ว่าจะเป็นการจับตะหลิวผัดข้าวผัด ได้เคลื่อนไหวกล้ามเนื้อมือ ฝึกการใช้สายตา การทอนเงิน เป็นการฝึกคิดเลข  การต้อนรับเพื่อน ซึ่งเป็นลูกค้าถือเป็นการฝึกการมีสังคมและการสื่อสารกับคนอื่นๆ  ได้เรียนรู้บทบาทที่ซับซ้อนมากขึ้น
บทบาทของคุณแม่ต่อการเล่นบทบาทสมมติของลูกคือ ปล่อยให้ลูกเป็นผู้นำการเล่นอย่างอิสระ ร่วมเป็นเพื่อนเล่นกับลูกด้วยก็ยิ่งดี  ร่วมพูดคุยกับลูก แล้วคุณแม่จะค้นพบหลายสิ่งหลายอย่าง ไม่เพียงประสบการณ์ที่เขาพบเจอ แต่ยังรวมถึงความรู้สึกนึกคิดของลูกที่สื่อสารออกมาให้ได้รับรู้ผ่านการเล่นนี้ด้วย...แล้วคุณแม่จะแปลกใจกับความคิดของลูกค่ะ

ฉลาดด้านอารมณ์                      

พัฒนาอารมณ์ลูกด้วยเกม “หน้านี้อารมณ์ไหน”

ในวัย 3 ขวบขึ้นไป เด็กจะมีพัฒนาการมากพอที่จะดูและบอกได้ว่าสีหน้าของผู้คนที่เขาเห็นนั้นอยู่ในอารมณ์ไหน เช่น บอกได้ว่าคนยิ้มเพราะอารมณ์ดีใจ ร้องไห้คืออารมณ์เศร้า ฯลฯ เพราะเขารู้จักและเข้าใจการใช้คำบอกอารมณ์ความรู้สึกได้แล้ว เด็กจะเรียนรู้ได้เร็วและถูกต้อง หากคุณแม่คอยบอกให้เขารู้จักอารมณ์นั้นว่าใช้คำพูดอย่างไร เช่น “หนูเสียใจที่ตุ๊กตาหายใช่ไหม” “หนูตกใจที่ได้ยินเสียงดังใช่มั้ย”  เป็นต้น พร้อมทั้งกระตุ้นให้ลูกพูดบอกอารมณ์ตอนนั้นของเขาออกมา
การส่งเสริมลูกให้รู้จักอารมณ์ต่างๆ มากยิ่งขึ้น คุณแม่ควรชวนลูกเล่นด้วยการตัดภาพใบหน้าของคนที่อยู่ในอารมณ์ต่างๆ ทั้งหัวเราะ ร้องไห้ โกรธ ดีใจ พอใจ ฯลฯ จากหนังสือหรือนิตยสาร แล้วให้ลูกบอกว่าภาพใบหน้าคนที่เห็นมีอารมณ์อย่างไร และตัวเขาเองเคยมีอารมณ์แบบนี้หรือไม่ เมื่อไหร่ ทำไมจึงมีอารมณ์เช่นนั้น  และเมื่อมีอารมณ์เช่นนั้นลูกทำอย่างไร เป็นต้น  การเล่นนี้จะช่วยตรวจสอบพัฒนาการด้านสังคมและอารมณ์  พัฒนาการด้านความคิดและสติปัญญา และพัฒนาการด้านภาษาของลูกได้ เรียกว่าตรวจสอบพัฒนาการ 360° อัจฉริยะรอบด้านนั่นเองค่ะ

การกระตุ้นพัฒนาการ วัย 3 ปี 3 ดือน


ฉลาดเรียนรู้                  

ลูกฉลาดเรียนรู้ ด้วยคำถามปลายเปิด

            ถ้าคุณแม่อยากให้ลูกพัฒนาความคิดและฉลาดเรียนรู้ คุณแม่สามารถสอนลูกเองได้ที่บ้าน โดยการพูดคุยกับลูกด้วยคำถามแบบปลายเปิด ซึ่งก็หมายถึงคำถามที่ลูกสามารถตอบได้อย่างอิสระ ไม่กำหนดคำตอบตายตัว ไม่มีคำตอบถูกหรือผิด
            การตั้งคำถามแบบปลายเปิดจะทำให้ลูกได้คิดเองก่อนตอบ และทำให้คุณแม่ถามคำถามต่อไปได้ลึกกว่าเดิมและได้รู้ว่าลูกคิดยังไงต่อเรื่องที่คุณแม่ถามด้วย โดยธรรมชาติ เด็กชอบคิดอยู่แล้ว อย่าหยุดการเรียนรู้และจินตนาการของลูกโดยการใส่กรอบคำตอบถูก-ผิดให้ลูก  คุณแม่อาจจะเริ่มเกริ่นด้วยคำถามปิดก่อน เพื่อให้ลูกคุยกับคุณแม่ง่าย ๆ เช่น ถามลูกว่าไปโรงเรียนสนุกมั้ย แล้วค่อยถามว่าสนุกหรือไม่สนุกยังไง หรือคุณแม่อาจจะถามความเห็นลูกว่า “ใช่” “ไม่ใช่” ก่อน แล้วค่อยถามว่า ลูกคิดว่ามัน “ใช่/ไม่ใช่” ยังไง/ เพราะอะไร เมื่อลูกฟังคำถามแบบเปิด ลูกจะเริ่มเรียนรู้แล้วว่าคำถามของคุณแม่แบบนี้ควรจะตอบแบบไหน และจะพยายามสื่อสารออกมาให้คุณแม่เข้าใจในที่สุดค่ะ


ฉลาดเคลื่อนไหว            

ฉลาดเคลื่อนไหวในสนามเด็กเล่น

ในยุคที่เด็กๆ  มีสื่อต่างๆ มาเรียกร้องความสนใจที่ทำให้เขาต้องอยู่กับที่นิ่งๆ ไปได้เคลื่อนไหวร่างกาย ไม่ได้วิ่งเล่น ปลดปล่อยพลังไปตามวัย จนอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพและพัฒนาการ จึงขอเชิญชวนคุณพ่อคุณแม่พาลูกออกจากบ้านไปเล่นในสนามเด็กเล่นกันค่ะ
จากการศึกษาวิจัยพบว่า สนามเด็กเล่นคือสถานที่ที่สำคัญแห่งหนึ่ง ที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็กรองจากที่บ้าน รูปแบบอันหลากหลายของเครื่องเล่น ล้วนส่งผลดีต่อพัฒนาการของเด็ก หากแต่ว่าสิ่งที่เป็นผลดีที่สุดในการเล่นในสนามเด็กเล่น ช่วยสร้างเสริม...
  • พัฒนาการทางร่างกาย ได้แก่ พัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่-มัดเล็ก การประสานสัมพันธ์ของอวัยวะต่างๆ  ฝึกทักษะการทำงานของร่างกาย ช่วยฝึกทักษะการเคลื่อนไหวให้ คล่องแคล่ว ฝึกการทรงตัวให้มั่นคง เป็นต้น
  • พัฒนาการทางสติปัญญา เด็กจะได้ฝึกทักษะแก้ปัญหาด้วยตนเองขณะเล่น รู้จักการตัดสินใจ พัฒนาทักษะการสังเกต การเปรียบเทียบ การจำแนก ฯลฯ  
  • พัฒนาการทางอารมณ์ จิตใจและสังคม  เพราะเด็กๆ จะเกิดความสนุกสนาน ผ่อนคลายความเครียด รู้จักปรับตัว เล่น รู้จักเล่นร่วมกับผู้อื่น เรียนรู้การระวังรักษาความปลอดภัยทั้งของตนเองและผู้อื่น ฯลฯ
                  เรียกว่าสนามเด็กเล่นช่วยส่งเสริมพัฒนาการ 360° อัจฉริยะรอบด้านนั่นเองค่ะ

 ฉลาดสื่อสาร                

เล่นเกม “อะไรเอ่ย”  พัฒนาภาษาลูก  

มาพัฒนาภาษาและความฉลาดสื่อสารของลูกด้วยการชวนลูกเล่นเกม “อะไรเอ่ย” โดยพ่อแม่เริ่มบรรยายลักษณะสัตว์หรือสิ่งของใกล้ตัวให้ลูกฟัง แล้วให้ตอบว่ามันคืออะไร จากนั้นผลัดให้ลูกเป็นฝ่ายบรรยายลักษณะให้พ่อแม่ตอบบ้าง ถ้ามีสมุดภาพประกอบตอนเฉลย  ก็จะช่วยเพิ่มสีสันการเล่นได้มากยิ่งขึ้น  
การสร้างเรื่องราวจากของใกล้ตัว แบบนี้ เด็กๆ จะเล่นได้ไม่รู้เบื่อทีเดียว  หากมีการปรับเปลี่ยนวิธีเล่นอยู่เรื่อยๆ ก็จะดี  เช่น มีการเล่าเรื่องด้วยการใช้หุ่นมือ หุ่นนิ้ว ตุ๊กตา  หรือรูปภาพ 2-3 รูป และถ้าเป็นสิ่งของที่ลูกได้ทำเองกับมือ (เช่น ภาพวาด) ก็ยิ่งช่วยดึงความสนใจให้เขาอยากเล่า แล้วยังได้ฝึกพัฒนาการด้านอื่นไปพร้อมกันด้วย เช่น จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ความแข็งแรงคล่องแคล่วของนิ้วเล็กๆ มือน้อยๆ ของลูก  ฯลฯ  ชวนเล่นแบบนี้บ่อยๆ ไม่ช้าลูกก็จะกลายเป็นนักเล่าเรื่องและนักสื่อสารที่ดีได้ไม่ยากค่ะ

 ฉลาดด้านอารมณ์                     

บทเพลงสนุก พัฒนาอารมณ์ดีๆ ของลูก

จังหวะมีผลต่อการตอบสนองของเด็ก ดนตรีที่มีจังหวะ กระชับ รวดเร็ว จะทำให้เด็กคึกคัก สนใจ ส่วนดนตรีที่มีจังหวะช้า จะทำให้เด็กสงบ ไม่งอแง เด็กอาจไม่สนใจดนตรีที่มีจังหวะช้าในระยะแรกเพราะต้องใช้สมาธิ หรือต้องใช้ความพร้อมในการฟังมาก แต่ดนตรีที่มีจังหวะช้าก็เหมาะที่จะใช้เป็นเพลง
กล่อมให้นอนได้ดีกว่าดนตรีที่มีจังหวะเร็ว
             ในเวลาที่ลูกน้อยกำลังอารมณ์ไม่ดี คุณแม่อาจใช้วิธีเปิดเพลงจังหวะสนุกๆ ให้ลูกขยับแขนขาเคลื่อนไหว หรือจะตบมือเป็นจังหวะต่างๆ  และให้ลูกตบมือตามจังหวะดนตรี นอกจากนี้อาจใช้การเล่นเกมประกอบท่าทางให้ลูกดูและฟัง เช่น  “ก๊าบๆๆๆ เป็ดอาบน้ำในคลอง”  ” ลูกได้สนุกจากการได้ออกท่าทาง และได้จินตนาการไปตามเนื้อเพลงด้วย   
เพลงที่นำมาเปิดให้ลูกฟังหรือนำมาเล่นกับลูก  คุณแม่สามารถให้ฟังได้หลากหลาย  ทั้งเพลงคลาสสิก เพลงไทยเดิม หรือเพลงอื่นๆ ที่มีทั้งเพลงร้อง และเพลงบรรเลงควบคู่กันไป เพลงร้องจะช่วยพัฒนาภาษาได้ดี ส่วนเพลงบรรเลงก็จะช่วยพัฒนาความเข้าใจ ความซาบซึ้งในดนตรี และยังช่วยพัฒนาด้านอารมณ์ ความรู้สึกของลูกได้ดีด้วยค่ะ รับรองว่าลูกน้อยจะอารมณ์ดีขึ้นและกลับมาร่าเริงสดใสตามวัยได้ในไม่ช้าค่ะ

การกระตุ้นพัฒนาการ วัย 3 ปี 2 เดือน


ฉลาดเรียนรู้                  

ฉลาดเรียนรู้จาก  Bubble ฟองสบู่  

            การเล่นฟองสบู่ หรือ Bubble เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ที่สร้างความเพลิดเพลินให้เด็กๆ ไม่น้อย โดยเฉพาะช่วงเวลาอาบน้ำ ที่เด็กๆ มักจะชอบเทสบู่ใส่อ่าง แล้วตีจนเกิดฟอง ช้อนฟองมาเป่าเล่น หรือใช้หลอดมาเป่าให้เกิดฟอง เป็นที่สนุกสนานครื้นเครง
สิ่งที่ลูกได้จากการเล่นฟองสบู่ไม่เพียงความสนุกเท่านั้น หากยังมีสาระที่ซ่อนอยู่ในกิจกรรมการเล่นนี้ด้วย นั่นคือ กระบวนการคิดทางวิทยาศาสตร์ ที่เริ่มต้นจากการตั้งคำถามว่า เกิดฟองสบู่ได้อย่างไร ทำไมฟองสบู่ถึงลอยได้ ทำไมเอามือแตะแล้วมันแตก ฯลฯ รวมไปถึงการเรียนรู้ที่จะเป่าฟองสบู่ โดยค่อยๆ ผ่อนลมหายใจ เพื่อไม่ให้มันแตกโพละกลางคัน ซึ่งแน่นอนว่า เด็กๆ ต้องมีสมาธิจดจ่อ ได้ใช้ความอดทน ลองผิดลองถูก เพื่อสร้างสรรค์ฟองสบู่ออกมาให้สำเร็จ ซึ่งนั่นหมายความว่า สมองของลูกต้องทำงานตลอดเวลาเช่นกัน เมื่อสมองมีการทำงาน การเรียนรู้ของลูกก็เกิดขึ้นค่ะ 
 

ฉลาดเคลื่อนไหว            

 ฉลาดเคลื่อนไหวจากการปีนป่าย

ลูกวัยนี้เป็นมือวางอันดับหนึ่งในการปีนป่าย นั่นก็เพราะพัฒนาการของกล้ามเนื้อมีมากขึ้น เขาจะฝึกการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ให้พร้อมสำหรับพัฒนาการต่อไป  อีกทั้งเด็กวัยนี้ยังไม่เข้าใจและไม่รู้ถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับเขา ซึ่งหมายความว่าคุณแม่ต้องดูแลเรื่องความปลอดภัยในขณะที่เขาเล่นอย่างใกล้ชิด แทนที่คุณแม่จะคอยห้ามโน่นห้ามนี่ตลอดเวลา เพราะกลัวลูกจะเป็นอันตราย ควรที่จะหันสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ให้เขาดีกว่า เช่น การจัดเวลาสำหรับการปีนป่ายไว้โดยเฉพาะ ให้เขาได้ใช้พลังงานอย่างถูกที่ถูกทาง อยากไต่บันได เล่นชิงช้า  ปีนป่ายเครื่องเล่นก็พาไปเล่นในสวนค่ะ
การปีนป่ายของลูกนั้น นอกจากความสนุกแล้ว ยังจะช่วยทำให้อวัยวะส่วนต่างๆ ของลูกได้เคลื่อนไหว ทั้งกล้ามเนื้อแขน ขา และลำตัวได้ออกแรง รวมถึงการที่ลูกจะได้เรียนรู้การใช้อวัยวะส่วนต่างๆ ในการเคลื่อนไหวไปยังทิศทางที่ต้องการด้วยค่ะ เด็กที่ได้เคลื่อนไหวร่างกายอยู่บ่อยๆ กล้ามเนื้อก็ถูกใช้บ่อยๆ ซึ่งส่งผลดีต่อพัฒนาการด้านร่างกายค่ะ

ฉลาดสื่อสาร                 

ชวนลูกอ่าน...พัฒนาการสื่อสารให้ลูกน้อย

            ผลวิจัยจากต่างประเทศพบว่า การอ่านหนังสือให้ลูกฟังทุกวัน เพียงวันละ 5-15 นาที ทำให้สมองของเด็กพัฒนาถึง 70 % นอกจากนี้ การอ่านยังช่วยพัฒนาทักษะด้านการสื่อสาร และสร้างจินตนาการที่สำคัญสำหรับเด็กๆ อีกด้วยค่ะ
            การที่คุณแม่อ่านหนังสือให้ลูกฟังบ่อยๆ โดยเฉพาะการอ่านนิทานนั้น คุณแม่สามารถเสริมจินตนาการด้วยท่าทาง น้ำเสียง ซึ่งทำให้เรื่องราวมีความน่าสนใจและสนุกยิ่งขึ้น ควรสังเกตว่าลูกชอบหรือสนใจสิ่งใดหรือเรื่องใดเป็นพิเศษ แล้วเชื่อมโยงเข้ากับการอ่าน นอกจากความประทับใจแล้ว ยังอาจสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกได้อีกทาง อย่าลืมสอดแทรกการอ่านเข้ากับกิจวัตรประจำวัน เช่น การชี้ชวนให้ลูกอ่านป้าย ฉลากบนบรรจุภัณฑ์ หรือเมนูอาหารก็ได้ค่ะ
            การอ่านหนังสือให้ลูกฟังทุกวัน วันละนิด ลูกจะเกิดความคุ้นชิน ทำให้ลูกมีทักษะในการสื่อสารดีมากขึ้น ได้รู้จักศัพท์ใหม่ๆ จากที่คุณแม่อ่าน รวมถึงการพูดที่ถูกต้อง นอกจากนี้การได้เห็นคุณแม่อ่านหนังสือทุกวันจะทำให้ลูกคุ้นชินและอยากเขียนได้และอ่านออกเหมือนคุณแม่ด้วยค่ะ ที่สำคัญการอ่านนำมาซึ่งพัฒนาการ 360° อัจฉริยะรอบด้านของลูกค่ะ  

ฉลาดด้านอารมณ์

                        วิธีรับมือลูกน้อยจอมต่อต้าน

วัยนี้เริ่มเป็นตัวของตัวเอง อยากทำอะไรด้วยตัวเองมากขึ้น จึงไม่อยากให้พ่อแม่ทำให้เขาทั้งหมด แต่ด้วยความสามารถของวัยนี้ก็ยังต้องพึ่งคุณแม่อยู่ บางครั้งก็จะเกิดความขัดแย้งขึ้นในใจ จึงเริ่มเกิดการต่อต้านขึ้น คุณแม่ไม่ควรหงุดหงิดและอย่าพยายามควบคุมลูกไปทุกอย่าง เพราะจะยิ่งเป็นการฝืนความต้องการของลูก ลูกก็จะยิ่งร้องไห้ โวยวาย ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ จนกลายเป็นเด็กอารมณ์ร้าย แต่ควรใช้วิธีเปิดโอกาสให้ลูกได้คิดและจัดการกับอารมณ์ของเขาเอง
ขั้นแรกอาจใช้การเตือนไปก่อน เพื่อให้ลูกได้ปรับตัวและเตรียมใจกับอารมณ์โกรธ เช่น ในขณะที่ลูกกำลังเล่นอยู่ ให้บอกลูกว่า “อีก 10 นาที แม่จะพาไปอาบน้ำหรือกินข้าวแล้วนะ” เมื่อพูดจบ ลูกอาจจะแสดงอาการต่อต้านออกมา ก็ปล่อยให้เขาได้ระบายความรู้สึก ทิ้งระยะสักพักจึงเข้าไปบอกกับลูกด้วยท่าทีที่สงบและใช้คำที่สั้นกระชับ เช่น “แม่รู้ว่าลูกกำลังสนุก แต่ตอนนี้เป็นเวลาที่ต้องอาบน้ำ ลูกก็ต้องไปอาบน้ำค่ะ” การพูดคุยกับลูกแบบนี้ ยังเป็นการสอนให้ลูกเรียนรู้วิธีจัดการอารมณ์เวลาที่ไม่พอใจ ซึ่งควรใช้วิธีการพูดดีกว่าการแสดงพฤติกรรมที่ไม่ดีออกมา  และสุดท้ายต้องพาลูกไปอาบน้ำพร้อมกับอธิบายว่า แม่จะพาลูกไปอาบน้ำแล้ว โดยอาจยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้ลูกเห็น เช่น “ดูสิ พี่ ๆ ก็อาบน้ำกันทั้งนั้น” เด็กวัยนี้มักชอบที่จะเลียนแบบ ลูกก็จะสนุก ให้ความร่วมมือและลดการต่อต้านลงค่ะ
           อีกเคล็ดลับคือ การให้ทางเลือกแก่ลูก ถ้าได้มีโอกาสตัดสินใจเอง เด็กจะรู้สึกว่าตนควบคุมสถานการณ์ได้ วิธีให้ทางเลือกแก่ลูก เช่น "หนูจะให้แม่พาไปอาบน้ำ หรือจะให้พ่อพาไปคะ" เมื่อลูกได้เลือก จะไม่ค่อยรู้สึกว่าถูกบังคับ  การที่คุณแม่ควบคุมลูกทุกอย่าง ไม่เปิดโอกาสให้ลูกได้คิดและตัดสินใจเองเลย จะไม่เกิดผลดีกับลูก เพราะลูกจะกลายเป็นเด็กไม่อยากคิด ตัดสินใจเองไม่ได้ และจะไม่มีความมั่นใจในตัวเอง จนไม่สามารถทำอะไรด้วยตัวเองได้ ถ้าพ่อแม่ใช้อารมณ์รุนแรงกับลูก ก็มีแนวโน้มที่ลูกจะเป็นเด็กก้าวร้าว ระบายอารมณ์ด้วยการทำร้ายผู้อื่น เพราะลูกไม่รู้วิธีจัดการกับอารมณ์ของตัวเอง และเคยเห็นแบบอย่างของอารมณ์ที่รุนแรงจากพ่อแม่ด้วยค่ะ

การกระตุ้นพัฒนาการ วัย 3 ปี 1 เดือน

การกระตุ้นพัฒนาการ วัย 3 ปี 1 เดือน

ฉลาดเรียนรู้                  

ฉลาดเรียนรู้เรื่องอวัยวะ

                การสอนเรื่องอวัยวะ เป็นเรื่องที่เด็กควรเรียนรู้มากกว่าการรู้จักคำเรียกเพียงอย่างเดียว คุณแม่ควรสอนให้ลูกรู้จักอวัยวะต่างๆ เพื่อรู้จักวิธีการดูแลสุขภาพของตนเองและใช้อวัยวะอย่างเหมาะสม ซึ่งคุณแม่อาจจะอธิบายเกี่ยวกับอวัยวะส่วนต่างๆ และควรสอนโดยชี้ชวนให้เห็นประโยชน์ของอวัยวะแต่ละส่วน
            เมื่อลูกรู้จักอวัยวะของตนเองแล้ว จะทำให้ลูกได้เรียนรู้การเรียกชื่ออวัยวะได้ถูกต้อง เรียนรู้การสื่อสารกับผู้อื่นได้อย่างเข้าใจตรงกัน  รู้จักการแสดงออกทางสังคมโดยการใช้อวัยวะแต่ส่วนเหมาะสม  และรู้จักปกป้องอวัยวะของตนจากการถูกทำร้ายได้ เด็กจะเริ่มเรียนรู้ความแตกต่างทางสรีระภายนอกระหว่างเด็กหญิงและเด็กชาย ซึ่งคุณแม่อาจจะต้องตอบคำถามข้อสงสัยลูกหลายข้อ ซึ่งควรใช้วิธีพูดคุยมากกว่าตอบอย่างเดียว ลูกจะเข้าใจได้มากกว่า และต่อไปลูกจะเริ่มใจและสังเกตได้เมื่อมีใครมาแสดงท่าทีทางเพศที่ไม่เหมาะสม ลูกจะรู้จักวิธีการหลีกเลี่ยงหรือร้องขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ต่อไป

ฉลาดเคลื่อนไหว            

ชวนลูกเล่นเพื่อส่งเสริมการทำงานของมือและตา  

เด็กวัยอนุบาลนั้น มักชอบงานปั้นๆ วาดๆ ซึ่งต้องอาศัยทักษะการทำงานประสานกันของมือและตาที่พัฒนามากขึ้นในวัยนี้ อย่างการปั้นแป้งโดหรือปั้นดินน้ำมัน  นอกจากนี้ เพราะลูกเข้าโรงเรียนอนุบาลแล้ว จึงมีกิจกรรมต่างๆ มากมายที่โรงเรียนจัดให้เพื่อเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ของลูก โดยเฉพาะกิจกรรมที่ต้องอาศัยการทำงานประสานกันของมือและตา และกล้ามเนื้อมัดเล็กอย่างกล้ามเนื้อมือ อย่างกิจกรรมร้อยลูกปัด ร้อยเชือก ตัดกระดาษ ประดิษฐ์ของเล่นจากเศษกระดาษและเศษผ้า  ฯลฯ
เมื่ออยู่บ้าน เราก็สามารถส่งเสริมให้ลูกเล่นกิจกรรมเหล่านี้ได้ โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ลูกได้เล่นอย่างอิสระโดยไม่ไปกำหนดหรือออกคำสั่งว่าต้องทำอะไร เป็นการกระตุ้นให้เด็กคิดเอง หาวิธีลองทำเอง หาวิธีแก้ปัญหาที่พบด้วยตัวเองโดยคุณพ่อคุณแม่อาจช่วยสนับสนุนบ้างให้รู้จักวิธีปั้นหลายรูปแบบ หลายวิธี ให้ลูกมองเห็นว่าการแก้ปัญหาหนึ่งสามารถมีได้หลายคำตอบ ฝึกลูกให้มีความสามารถที่จะคิดประดิษฐ์สิ่งใหม่ ด้วยวิธีที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นการฝึกให้ลูกมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์นั่นเอง โดยคำชมเชยของคุณพ่อคุณแม่เป็นสิ่งที่สนับสนุนให้เด็กมีความมั่นใจ กล้าที่จะแสดงออกในการทำสิ่งใหม่ๆ มากขึ้น 
นอกจากนี้  กิจกรรมที่ส่งเสริมการทำงานของมือและตาที่คุณพ่อคุณแม่ดังกล่าวข้างต้นนั้น ยังสามารถต่อยอดไปสู่การช่วยเหลือตัวเองของเขาต่อไปด้วย เช่น กิจกรรมร้อยเชือก ร้อยลูกปัด  ซึ่งจะต่อยอดสู่การร้อยเชือกรองเท้าของเขาเอง  การฝึกติดกระดุม ซึ่งนำไปสู่การหัดแต่งตัวติดกระดุมเองต่อไป  หากได้ฝึกบ่อยๆ เมื่อลูกอายุ 6 ปี  เขาจะสามารถผูกเชือกรองเท้า ช่วยเหลือตัวเองได้ และเขาจะใช้กล้ามเนื้อมือได้ดี ซึ่งส่งผลต่อการเขียนของเขาต่อไป

ฉลาดสื่อสาร                 

เล่านิทาน เพิ่มทักษะการสื่อสารและจินตนาการ

การเล่านิทานให้ลูกฟัง เป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการกระตุ้นประสาทสัมผัสและการเรียนรู้ในเด็กสูงมาก เสียงจากการอ่านหนังสือหรือการเล่น จะกระตุ้นประสาทการได้ยินช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่จะสื่อสารและเกิดภาษาพูดจากคำพูดที่เด็กได้ยิน ได้ฟัง ภาพและตัวอักษรจะกระตุ้นการมองเห็นเกิดการจำภาพหรือตัวอักษรได้ ทำให้เกิดภาษาอ่าน
เมื่อคุณแม่เล่านิทานให้ลูกฟังอย่างตั้งใจ บวกกับมีการวิเคราะห์เรื่องราวที่กำลังเล่าให้ลูกฟังนั้น เป็นการพัฒนาคำศัพท์ ความเข้าใจ เพิ่มสมาธิ และเปิดมุมมองและโลกทางจินตนาการของลูกให้กว้างขึ้น ซึ่งการฟังเป็นพื้นฐานของพัฒนาการทางภาษา การที่ลูกจะอ่านและเขียนเกิดจากการฟังทั้งสิ้น ดังนั้นในขณะที่คุณแม่เล่านิทานให้ลูกฟัง คุณแม่ก็กำลังปูพื้นฐานที่สำคัญแก่ลูก หลังจากที่ลูกฟังนิทาน ไม่นานลูกก็จะเริ่มแต่งเรื่องขึ้นมาเอง และเริ่มมีจิตนาการและสื่อสารออกมาให้คุณแม่ทราบต่อไป
นอกจากนี้ การเล่านิทานยังจะช่วยเพิ่มพูนทักษะทางการสื่อสารของลูก โดยลูกจะเรียนรู้การแสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง และน้ำเสียงผ่านการเล่าเรื่อง การฝึกให้ลูกเล่าเรื่องจะช่วยพัฒนาทักษะการพูดและส่งเสริมความมั่นใจให้แก่ลูกค่ะ

ฉลาดด้านอารมณ์          

หนังสือภาพ...สอนลูกเรียนรู้อารมณ์

          ในทุกวันคุณแม่ควรหาเวลานั่งอ่านหนังสือให้ลูกฟัง อาจจะให้ลูกนั่งตักและกอดเขาไว้ นอกจากลูกจะได้ยินเสียงจากคุณแม่ ยังจะเห็นภาพที่อยู่ในหนังสือ เขาจะรับรู้ได้ว่าสิ่งที่แม่กำลังอ่านหรือดูอยู่นั้น หน้าตาเป็นอย่างไร คุณแม่อาจชี้ภาพของคนในหนังสือที่มีใบหน้าอารมณ์แตกต่างกัน เช่น ภาพคนยิ้ม พร้อมบอกลูกว่าหน้าตาแบบนี้เขากำลังอารมณ์ดี หรือภาพคนที่ร้องไห้ บอกลูกว่าหน้าตาแบบนี้กำลังเสียใจอยู่ หรือภาพคนหัวเราะ แสดงว่าเขากำลังสนุกสนาน ลูกจะได้เรียนรู้ว่าหน้าตาหรือท่าทางที่แม่ชี้ให้ดูนั้นแสดงถึงอารมณ์ใด
เมื่อลูกได้เรียนรู้จากภาพในหนังสือแล้ว ต่อไปเมื่อลูกได้เห็นสีหน้าหรือท่าทางจากคนรอบข้างตัวในชีวิตจริง ลูกจะรับรู้ได้ว่าสีหน้าแบบนี้อยู่ในอารมณ์ใด  และเขาจะเรียนรู้ว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรกับคนๆ นั้น โดยเฉพาะกับคุณแม่ที่ลูกได้ใกล้ชิดมากที่สุด ลูกจะเรียนรู้ความรู้สึกสีหน้าจากคุณแม่ได้เร็วกว่าสีหน้าของคนอื่นค่ะ 

วันพุธที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2557

พัฒนาการของลูกน้อย เดือนที่ 6

เดือนที่ 6
เจ้าตัวน้อยเติบโตมาจนครึ่งขวบแล้วนะคะ ซึ่งเดือนนี้ลูกกำลังเปลี่ยนผ่านจากเด็กที่นอนเล่นเป็นหลักมาเป็นนั่งเล่นเป็นหลักกันบ้างแล้ว รวมทั้งสนใจโลกรอบตัวและช่างเจรจามากขึ้นอีกด้วย.. ...มาดูพัฒนาการ 360°อัจฉริยะรอบด้านของลูกน้อยเดือนนี้กันค่ะ

ฉลาดเรียนรู้
ลูกเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างมือและของที่อยู่ในมือผ่านการทำซ้ำๆ เช่น เด็กบางคนชอบที่จะคว้าของ โยน หรือปล่อยของลงพื้นซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อสังเกตดูปฏิกิริยาของสิ่งของที่ตกลงบนพื้น รวมไปถึงท่าทีของคนอื่นๆ ต่อการกระทำของเขา และจะส่งเสียงให้รู้ว่าช่วยเก็บของมาคืนหนูหน่อย

ระบบประสาทต่างๆ ทำงานสัมพันธ์กันมากขึ้น ลูกคว้าสิ่งของด้วยความแม่นยำมากขึ้น มองตามวัตถุได้ทั้งซ้ายและขวา อย่างไรก็ตาม เด็กๆ ควรได้รับการพัฒนาระบบการรับรู้อย่างรอบด้าน ทั้งการมอง การได้ยิน การสัมผัสและการรับรส เพราะเด็กที่มีโอกาสมองเห็น ได้ยินและเคลื่อนไหวไปพร้อมๆ กัน จะเรียนรู้และพัฒนาทักษะการคิดได้หลากหลายและสมองทำงานเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบมากขึ้นด้วยค่ะ

ลูกเรียนรู้และเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น โดยเฉพาะกิจวัตรประจำวัน รู้ว่าตื่นนอนแล้ว แม่จะพาไปอาบน้ำ กินนม เล่น เป็นต้น รวมทั้งเข้าใจหน้าที่ของของเล่นและของใช้ต่างๆ ได้ดี โดยเชื่อมโยงกับกิจกรรมประจำวัน เช่น ช้อนเอาไว้ตักอาหารเข้าปาก

ฉลาดเคลื่อนไหว
ลูกสามารถหันหน้าเอี้ยวตัวไปมาได้อย่างคล่องแคล่ว เช่นเดียวกับการพลิกคว่ำที่บางครั้งอาจพลิกคว่ำมาเป็นท่าทางกึ่งนั่งได้

เดือนนี้คุณแม่อาจได้เห็นเจ้าตัวน้อยพยายามเคลื่อนตัวไปข้างหน้าในลักษณะคืบไปข้างหรือถอยหลังได้บ้างแล้ว

ลูกนั่งได้มั่นคงขึ้น แต่คุณแม่ก็ต้องไม่ประมาทหาหมอนหาเบาะนุ่มๆ วางไว้รอบๆ ตัวลูกกันพลาด เพราะบางครั้งอาจมีเสียศูนย์หน้าคว่ำหรือหงายหลังได้เหมือนกัน

ลูกวัยนี้สามารถถือขวดนม จับแก้วน้ำแบบมีหูเองได้แล้วค่ะ จับของเล่นและถ่ายของจากมือหนึ่งไปอีกมือหนึ่งได้อย่างคล่องแคล่วเช่นกัน

ฉลาดสื่อสาร
ลูกเริ่มส่งเสียงเลียนพยัญชนะได้มากขึ้น คุมการออกเสียงได้มากขึ้นแต่ว่ายังไม่ค่อยเป็นภาษาเท่าไร และมักใช้วิธีการส่งเสียงเพื่อบอกอารมณ์ต่างๆ ของตัวเอง

รู้จักชื่อตัวเองและพร้อมที่จะหันหาเมื่อมีคนเรียก

ฉลาดด้านอารมณ์
เดือนนี้เด็กๆ หลายคนเริ่มมีอาการคันเหงือกหรือไม่ค่อยสบายจากการที่ฟันใกล้จะขึ้น ส่งผลให้ลูกอาจงอแงโยเยได้เหมือนกัน ทางหนึ่งที่จะช่วยบรรเทาเจ็บปวดและความรู้สึกอารมณ์หงุดหงิดของลูกได้ คือให้คุณแม่ลองหายางกัดลวดลายน่ารักๆ ขนมปังกรอบ หรือผักผลไม้เนื้อแข็ง เช่น แตงกวา แอปเปิ้ลมาให้ลูกถือกัดเล่นแก้คันเหงือกได้ค่ะ

เด็กๆ จะอารมณ์ดีถ้าได้เล่น ยิ่งมีคนเล่นด้วยยิ่งชอบค่ะ โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่เห็นทีต้องจัดสรรเวลาสำหรับการเป็นเพื่อนเล่นของลูกด้วยแล้ว และเกมที่จะทำให้หนูน้อยวัยนี้อารมณ์ดีก็คือ เกมจ๊ะเอ๋ เพียงแค่เอามือหรือผ้าปิดหน้าเราแล้วเปิดออก รับรองเจ้าตัวเล็กหัวเราะชอบใจ

ชอบยิ้มให้กับเงาในกระจก

อย่างไรก็ตาม พัฒนาการของเด็กแต่ละคนไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับความพร้อมของร่างกายและโอกาสที่เขาจะได้รับการกระตุ้นและส่งเสริมด้วยเช่นกัน เพื่อพัฒนาการ 360° อัจฉริยะรอบด้านค่ะ

พัฒนาการลูกน้อย วัย 6 ปี

เด็กวัย 6 ขวบ สั่งสมประสบการณ์การเรียนรู้ จากการลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง จากการอบรมสั่งสอนของพ่อแม่และคุณครู จากการปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง จึงทำให้เขา “รู้ภาษา” มากขึ้น อีกทั้งสมองและร่างกายก็เติบโตพร้อมสู่การเรียนรู้ที่เข้มข้นขึ้นในระดับประถมศึกษาต่อไป...ไปดูกันว่าพัฒนาการ 360° อัจฉริยะรอบด้านของลูกวัยนี้เป็นอย่างไรบ้างคะ



ฉลาดเรียนรู้
ลูกวัยนี้ชอบการฝึกสมองลองปัญญา ชอบกิจกรรมใหม่ๆ ที่ท้าทายความสามารถ  เมื่อพบเจอกับปัญหาหรืออุปสรรคจะลองผิดลองถูกกับการแก้ปัญหาด้วยวิธีต่างๆ ที่สอดคล้องกับวัยได้ดีขึ้น
สามารถจดจำท่าทางต่างๆ ที่ใช้ในการเต้นประกอบเพลง สำหรับการแสดงในโรงเรียนได้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นท่าง่ายๆ ประมาณ 3-4 ท่า
เด็กหลายคนสามารถอ่านเขียนคำง่ายๆ ได้แล้ว
สามารถเข้าใจเรื่องขนาดและคำที่แสดงปริมาณ เช่น ครึ่งหนึ่งกับทั้งหมด ใหญ่เล็ก มากกว่า น้อยกว่า สูงสุด เตี้ยสุด รวมถึงความเหมือนและความต่าง


ฉลาดเคลื่อนไหว
ร่างกายเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วและระบบต่างๆ ทำงานประสานกันได้ดี คุณแม่สามารถส่งเสริมการเคลื่อนไหวให้ลูกได้หลากหลายวิธี เช่น การเต้นไปตามจังหวะดนตรี โดยการเปิดเพลงเร็วบ้าง ช้าบางให้ลูกเคลื่อนไหวร่างกาย ส่งเสริมให้ลูกเล่นกีฬาเพื่อเสริมกล้ามเนื้อ การออกกำลังกายด้วยการเคลื่อนในน้ำช่วยให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกายเคลื่อนไหวทุกส่วน แต่ควรอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ
กล้ามเนื้อนิ้วแข็งแรงขึ้นและสามารถคัดลายมือได้สวยงามมากขึ้น


ฉลาดสื่อสาร
ภาษาของลูกมีแบบแผนตามหลักไวยากรณ์มากขึ้น จากการที่คุณครูสอนที่โรงเรียน หรือหากคุณแม่สอนที่บ้านก็จะช่วยให้ลูกเรียนรู้ได้ดีขึ้น
ยังคงชอบฟังเพลงอยู่ หากเขาได้ยินเพลงที่คุณแม่เปิดซ้ำๆ ทุกวันบนรถตอนรับส่งเขาไปโรงเรียน เขาจะสามารถร้องตามได้ ซึ่งหลักการนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ดีหากคุณแม่อยากสอนภาษาที่สองให้แก่ลูก โดยเปิดเพลงภาษานั้นๆ ให้ลูกฟังบ่อยๆ เขาก็จะจำรูปแบบการออกเสียงได้
ยังคงชอบเล่นบทบาทสมมติและชอบเล่นเป็นกลุ่มกับเพื่อน กล้าพูด กล้าคุย พัฒนาการทางด้านภาษาดีขึ้น คุณแม่สามารถส่งเสริมทักษะการอ่านการเขียนให้ลูกได้ โดยสอนหลักการ ให้ลูกเข้าใจมากกว่าการท่องจำ ซึ่งนิทานและหนังสือความรู้ต่างๆ เป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับเรื่องนี้


ฉลาดด้านอารมณ์
หากลูกเสนอตัวเพื่อช่วยเหลืองานบ้าน หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นั่นหมายถึงเขาอยากทำมันจริงๆ และตั้งใจที่จะช่วยเหลือจริงๆ  เช่น ช่วยแม่ล้างจาน ช่วยเพื่อนถือหนังสือ หรือช่วยคุณครูเก็บเอกสาร ซึ่งเป็นพฤติกรรมเชิงบวกที่เราควรส่งเสริม และไม่ลืมแสดงความชื่นชมเพื่อให้ลูกรู้สึกภูมิใจที่ได้ทำสิ่งดี
ลูกวัยนี้จะเล่นหรือทำกิจกรรมกับเพื่อนได้นานขึ้น โดยเคารพกติกาที่ตั้งไว้ และสามารถรอคอย โดยไม่แสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม อดทนที่จะพยายามทำกิจกรรมต่างๆ ให้ประสบความสำเร็จ
ชอบแสดงออก และให้ความร่วมมือเวลาที่คุณครูมีกิจกรรมต่างๆ ให้ทำ

แม้ว่าลูกดูเหมือนจะโตขึ้น  แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ยังคงต้องคอยหมั่นทบทวนและต่อยอดการเรียนรู้ต่างๆ ทั้งด้านความฉลาดเรียนรู้ ฉลาดเคลื่อนไหว ฉลาดสื่อสาร และฉลาดอารมณ์ ให้ลูกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อพัฒนาการ 360° อัจฉริยะรอบด้านของลูกเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องค่ะ