วันศุกร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

การกระตุ้นพัฒนาการ วัย 3 ปี 9 เดือน


ฉลาดเรียนรู้                  

เล่นจับคู่ สอนหนูเรียนรู้ลักษณะ

            การให้ลูกเล่นจับคู่ จัดหมวดหมู่ เรียงลำดับ เปรียบเทียบสิ่งของใกล้ตัว เป็นการพัฒนาสติปัญญา และฝึกการเรียนรู้ของลูกได้เป็นอย่างดีค่ะ โดยคุณแม่นำของเล่นหรือเครื่องใช้ที่เราใช้ในกิจวัตรต่างๆ ที่มีรูปร่าง รูปทรงชวนให้สังเกต จดจำ และอยู่ในความสนใจของลูกมาเป็นอุปกรณ์ในการเล่นจับคู่ เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้เรื่องความเหมือน – ต่าง
  • แยกขนาดเล็ก กลาง ใหญ่  นำของในบ้าน เช่น ถุงกระดาษ มาวางคละกัน แล้วให้ลูกลองวางเรียงกันจากขนาดเล็กไปหาใหญ่ หรือนำใบไม้ที่มีขนาดต่างๆ กันมาให้ลูกวางเรียงจากใหญ่ไปหาเล็ก เป็นการฝึกเรียนรู้ขนาดของลูกค่ะ
  • มาเป็นคู่ หาสิ่งของที่ใช้คู่กัน เช่น แม่-ลูกกุญแจ ดินสอ-กระดาษ รองเท้า-ถุงเท้า ช้อน-ส้อม กระดานดำ-ชอล์ก ฯลฯ วางของที่เตรียมไว้คละๆ กันบนโต๊ะ ไม่ให้เป็นคู่ ให้ลูกดูของเหล่านี้ แล้วหยิบของมาชิ้นหนึ่งให้ลูกหาว่าต้องใช้คู่กับอะไร
  • กระเป๋าถือของแม่  เอาของในกระเป๋าถือของแม่ออกมาให้ลูกจัดหมวดหมู่ เช่น สิ่งที่ไว้ใช้ทาหน้า (แป้ง) ใช้เขียนคิ้ว (ดินสอ เขียนคิ้ว) ไว้ทาปาก (ลิป) ฯลฯ เป็นการจัดหมวดหมู่จากความจำที่ลูกได้เห็นแม่ใช้ในชีวิตประจำวัน
  • ทั้งหมดนี้เป็นการนำของใกล้ตัวมาเล่น นอกจากสนุกแล้ว ลูกยังได้เรียนรู้การแยกแยะสิ่งของและมีการพัฒนาความจำและความคิดเป็นระบบ ซึ่งนำไปสู่  360° อัจฉริยะรอบด้านค่ะ

ฉลาดเคลื่อนไหว            

                                ชวนลูกเล่นรินน้ำ...พัฒนากล้ามเนื้อ

เด็กวัย 3-4 ปี  กล้ามเนื้อมือพัฒนามากขึ้น จนสามารถตักอาหารกินได้เอง  สามารถรินน้ำจากเหยือกเล็กๆ ใส่แก้วได้ และเขาก็กระตือรือร้นที่จะทำสิ่งเหล่านี้เอง  คุณพ่อคุณแม่อย่าคิดว่าลูกยุ่งหรือทำให้เสียเวลา เสี่ยงต่อการที่ข้าวของจะตกแตก เพราะนั่นเท่ากับเราไปขัดขวางพัฒนาการของเขา  และจะส่งผลต่อพัฒนาการด้านสังคมและอารมณ์ด้วย ปล่อยให้เขาได้ลงมือทำ  ผู้ใหญ่เพียงดูอยู่ใกล้ๆ คอยช่วยเหลือเมื่อเขาเกิดปัญหา และยอมรับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นบ้าง
ดังนั้น ขณะที่นั่งทานข้าวกับลูก ให้ลูกช่วยเหลือตัวเองในการกิน เช่น ตักข้าวกินเอง รินน้ำจากเหยือกเล็กๆ ใส่แก้วเอง และอาจมอบหมายหน้าที่การรินน้ำใส่แก้วให้คนร่วมโต๊ะให้ลูกไปเลย จะได้ช่วยฝึกความรับผิดชอบและความมั่นใจให้ลูกด้วย เพราะมีงานวิจัย พบว่าเด็กที่พ่อแม่ปล่อยให้ได้ช่วยเหลือตัวเองในวัยที่ควร จะโตขึ้นเป็นเด็กที่มีความมั่นใจในตนเองค่ะ

ฉลาดสื่อสาร                 

ฝึกลูกพูดชัด พัฒนาการสื่อสาร

            หากลูกมีอาการพูดไม่ชัด คุณแม่ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะหากปล่อยไว้นานเข้าจะกลายเป็นความเคยชินติดไปจนกระทั่งลูกโตได้  เด็กในวัยนี้เป็นวัยที่พัฒนาการทางภาษามีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว พูดเยอะ พูดเร็ว แต่อวัยวะที่ใช้สำหรับการออกเสียง คือ ลิ้น ฟัน ริมฝีปากยังทำงานสัมพันธ์กันได้ไม่ดีนัก เด็กจึงเหมือนพูดไม่ชัด และพูดติดขัด โดยเฉพาะเสียงที่ยากๆ เช่น ส ซ ร ล เป็นต้น
วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้ลูกน้อยพูดชัดเจนขึ้นคือ เมื่อลูกพูดไม่ชัด คุณแม่ควรพูดคำที่ถูกต้องให้ลูกฟัง เช่น เมื่อลูกพูดคำว่า “ฉวยจัง” คุณแม่ควรพูดให้ฟังว่า “สวยจัง”  และเมื่อลูกพยายามพูดจนชัดเจนขึ้นแล้ว คุณแม่อย่าลืมให้รางวัลเป็นคำชม  จะทำให้ลูกมีกำลังใจที่จะพยายามพูดให้ชัดเจน หากลูกพูดไม่ชัด  คุณแม่ไม่ควรดุ ล้อเลียน หัวเราะ ทำให้อาย เพราะจะทำให้เขาขาดความมั่นใจที่จะหัดพูด หรือแสดงออกว่าการพูดไม่ชัดของลูกเป็นสิ่งที่น่าเอ็นดู เพราะลูกจะคิดว่าสิ่งที่พูดนั้นถูกต้อง หรือถ้าเด็กได้รับความสนใจก็จะติดพูดเพื่อความสนุกสนาน       
การที่ลูกพูดชัดมีความสำคัญมาก เพราะเขาจะสามารถสื่อสารให้ผู้อื่นฟังได้เข้าใจ ที่สำคัญยังช่วยให้เขาอ่านออกเสียงได้ถูกต้องอีกด้วย ซึ่งเด็กส่วนใหญ่จะค่อยๆ พัฒนาการออกเสียงได้ชัดเกือบทุกพยัญชนะเมื่ออายุ 6-7 ปีค่ะ เมื่อถึงเวลานั้นหากลูกยังออกเสียงไม่ชัดก็ควรปรึกษาแพทย์ค่ะ

ฉลาดด้านอารมณ์                      

สอนลูกจิตใจดีด้วยสัตว์เลี้ยงแสนรัก

            เมื่อมีสมาชิกใหม่อย่างสัตว์เลี้ยงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน ปัญหาอยู่ที่เด็กบางคนไม่รู้จักวิธีการเลี้ยง หรือเล่น จนอาจทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยต่อสัตว์เลี้ยง ฉะนั้นวิธีที่จะให้ลูกและสัตว์เลี้ยงอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข คุณแม่จึงต้องสอนลูกมีจิตใจอ่อนโยน และรู้ถึงวินัย การแบ่งปัน และความรับผิดชอบผ่านกิจกรรมต่างๆ
            คุณแม่อาจมอบหมายหน้าที่ให้ลูกได้มีส่วนร่วมการในเลี้ยงสัตว์ โดยคุณแม่ต้องทำให้ดูเป็นตัวอย่าง และสอนให้ลูกเห็นก่อน แล้วให้เด็กทำให้ดูจนเห็นว่าทำได้ถูกต้องจึงปล่อยให้ทำเองได้ วิธีนี้จะช่วยให้เด็กรัก และเข้าใจสัตว์เลี้ยงได้มากขึ้น เช่น ช่วยอาบน้ำดูแลรักษาความสะอาด พาไปวิ่งเล่นออกกำลังกาย
            การเปิดโอกาสให้ลูกได้ดูแลสัตว์เลี้ยง นอกจากจะสอนให้ลูกได้ใช้เวลาว่างอย่างมีประโยชน์แล้ว ยังเป็นการสอนให้ลูกเป็นคนใจดี มีเมตตากรุณา มีจิตใจที่อ่อนโยน รัก และไม่อยากรังแกสัตว์ ซึ่งเมื่อลูกมีสัตว์เลี้ยงที่ต้องรับผิดชอบ เขาจะมีความสุขที่ได้ดูแลสัตว์เลี้ยงของตนเอง จะส่งผลทำให้ลูกกลายเป็นเด็กที่มีสุขภาพจิตดี มีอารมณ์แจ่มใส มีความฉลาดทางอารมณ์ตามไปด้วยค่ะ

การกระตุ้นพัฒนาการ วัย 3 ปี 8 เดือน


ฉลาดเรียนรู้

                       ชวนหนูเรียนรู้กลิ่น              

ลูกวัยนี้สามารถจำแนกกลิ่นของสิ่งใกล้ตัวที่เขาใช้หรือเห็นในชีวิตประจำวันได้ แม้ว่าเขาจะมองไม่เห็นสิ่งเหล่านั้นก็ตาม ควรหาโอกาสให้ลูกได้มีประสบการณ์ในการดมกลิ่นใหม่ๆ เช่น กลิ่นดอกไม้หลากหลายชนิด กลิ่นไอดินหลังฝนตก กลิ่นอาหารต่างๆ
ในการส่งเสริมพัฒนาการด้านความคิดสติปัญญาและการเรียนรู้ของเด็กๆ นั้น เขาต้องมีการพัฒนาประสาทสัมผัสการรับรู้ต่างๆที่ดีด้วยเพื่อประโยชน์ในการรับรู้ข้อมูลที่หลากหลาย ได้แก่ การมองเห็น การได้ยิน ความรู้สึกสัมผัส การรับรส และการดมกลิ่น  ประสาทสัมผัสเหล่านี้มีติดตัวเด็กมาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่และค่อยๆ มีการพัฒนาอย่างเชื่อมโยง นำไปสู่การจำ การเรียนรู้ การคิดและเข้าใจภายหลัง คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้กลิ่นต่างๆ มาแนะนำให้ลูกรู้จัก จากนั้นก็เล่นเกมปิดตาดมกลิ่น แล้วทายว่าเป็นกลิ่นของอะไร  ซึ่งจะช่วยพัฒนาสมองลูกสู่อัจฉริยะรอบด้านได้ค่ะ

ฉลาดเคลื่อนไหว            

เต้นฮูลาฮูป เคลื่อนไหวสนุกและแข็งแรง

การเต้นฮูลาฮูป ให้ทั้งความสนุกและยังมีประโยชน์ต่อมากมาย วิธีเล่นก็ง่ายดาย อุปกรณ์ที่ใช้ราคาไม่แพง คุณแม่สามารถเต้นฮูลาฮูปกับลูกได้ที่บ้าน  เริ่มต้นด้วยการเปิดเพลงที่มีจังหวะสนุกสนาน เร้าใจ และชักชวนลูกมาเต้นด้วยกัน อาจมีการแข่งกันว่าใครทำห่วงฮูลาฮูปหล่นถึงพื้นก่อนคนนั้นเป็นคนแพ้ ถ้าจะให้สนุก ควรชักชวนคุณพ่อหรือสมาชิกคนอื่นๆ ในบ้านมาเต้นด้วย เพราะยิ่งเต้นหลายคนก็จะยิ่งสนุกมากขึ้นค่ะ
การเล่นฮูลาฮูปนั้น จะส่งผลให้ร่างกายมีการเผาผลาญไขมันได้ดี กล้ามเนื้อได้ทำงานมากขึ้น ซึ่งทำให้มีการไหลเวียนเลือดเพิ่มมากขึ้น อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มสูงขึ้นไปด้วยค่ะ  
กิจกรรมการเต้นฮูลาฮูปนี้ นอกจากจะทำให้ลูกได้เคลื่อนไหวร่างกายพร้อมๆ กับเสียงจังหวะดนตรีที่สนุกสนานแล้ว การที่เขาต้องพยายามควบคุมและมุ่งมั่นไม่ให้ห่วงหล่นนั้น เป็นการฝึกสมาธิให้กับลูกได้อย่างดีอีกทางหนึ่งด้วย  และการเล่นฮูลาฮูปยังช่วยเพิ่มระดับการหมุนเวียนของเลือดไปสู่สมอง ทำให้ลูกรู้สึกกระปรี้กระเปร่า และพร้อมที่จะทำกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้อย่างเต็มที่ค่ะ

ฉลาดสื่อสาร                 

 บทบาทสมมติ พัฒนาภาษาและการสื่อสาร

บ่อยครั้งที่คุณแม่เห็นลูกน้อยนั่งพูดกับตุ๊กตา ทำท่าป้อนข้าวป้อนน้ำให้ หรือทำท่าเป็นคุณหมอตรวจคุณแม่  เหล่านี้คือการเล่นบทบาทสมมติของลูก ซึ่งเป็นการเล่นที่มีความสำคัญต่อพัฒนาการของเด็ก เป็นการเล่นที่เด็กชอบมาก เพราะสนุกสนาน ทั้งยังได้เป็นผู้กำหนดบทบาทของตนเอง เหมือนเขาสามารถสร้างโลกจินตนาการของเขาเอง
ถ้าคุณแม่ส่งเสริมให้ลูกได้เล่นบทบาทสมมติอย่างเหมาะสมจะช่วยพัฒนาการของลูกได้มาก เพราะการเล่นบทบาทสมมุติ ทำให้เด็กสามารถเชื่อมโยงจินตนาการของเขาเข้ากับโลกแห่งความเป็นจริง ทำให้เด็กได้ทราบและเข้าใจถึงบทบาทที่หลากหลายของตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ที่แตกต่างไป และได้ฝึกฝนทักษะการคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหาที่เด็กอาจประสบในชีวิตประจำวัน และที่สำคัญได้พัฒนาภาษาให้ลูก
การเล่นบทบาทสมมุติเป็นการเล่นที่เกี่ยวข้องกับการพูดคุยสื่อสาร บางครั้งลูกอาจจะพูดคนเดียว แต่ก็เป็นการพูดกับเพื่อนในจินตนาการ หรืออาจจะมีตัวละครที่เล่นด้วยกัน ก็จะทำให้มีการสื่อสารกันทั้งคำพูดและท่าทาง ซึ่งพ่อแม่สามารถสอดแทรกคำศัพท์ให้ลูกได้ด้วย จะทำให้ลูกมีคลังคำศัพท์เพิ่มมากขึ้น ยิ่งถ้ามีท่าทางประกอบจะยิ่งทำให้เด็กเรียนรู้ทักษะทาภาษาและสื่อสารได้ดียิ่งขึ้น

ฉลาดด้านอารมณ์                      

กล่อมลูกอารมณ์ดีด้วยดนตรีไพเราะ

            เด็กที่อารมณ์ดีจะสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ดี และสามารถจำสิ่งต่างๆ ได้ดีกว่า นอกจากนี้ ยังพบอีกว่าเด็กที่มีอารมณ์ดีจะมองโลกในแง่ดี สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม และมีความมั่นใจเชื่อมั่นในตนเอง ดังนั้น การส่งเสริมให้ลูกมีอารมณ์ดีและอารมณ์มั่นคงสม่ำเสมอ จึงเป็นหน้าที่สำคัญของคุณแม่ที่ไม่ควรมองข้ามค่ะ
เพลงที่เปิดให้ลูกฟังควรมีทั้งท่วงทำนองและเนื้อร้องที่หลากหลาย ไม่จำเป็นต้องเพลงไทย หรือเพลงภาษาอังกฤษ ควรเปิดใจลองหาเพลงภาษาอื่นๆ ให้ลูกฟังด้วยค่ะ นอกจากลูกจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมของแต่ละชาติจากการฟังเพลงแล้ว ยังมีส่วนช่วยกระตุ้นเคลื่อนสมองให้เกิดการจัดเรียงตัว และเกิดความคิดสร้างสรรค์อย่างที่เรารู้กันดี
            นอกจากเสียงดนตรีที่จะทำให้ลูกอารมณ์ดีและไม่เครียดได้ เสียงร้องของคุณแม่ ก็มีประโยชน์ต่อลูกน้อยซึ่งไม่ใช่แค่ความบันเทิงเท่านั้น  เพราะเสียงเพลงจากคุณแม่ยังส่งผลต่อสภาพจิตใจ อารมณ์ลูก ทำให้ลูกอารมณ์ดี และมีพัฒนาการทางภาษาที่ดีขึ้นค่ะ  

การกระตุ้นพัฒนาการ วัย 3 ปี 7 เดือน


ฉลาดเรียนรู้                  

เล่นเงา...พัฒนาสมองและการเรียนรู้

            พูดถึง “เงา” เด็กทุกคนจะตื่นเต้นกับการเกิดเงา เงาเป็นช่างสิ่งมหัศจรรย์ซะจริงๆ  เรามาใช้ประโยชน์จากความตื่นเต้นของเด็กที่มีต่อเงา ให้เขาได้เรียนรู้กันดีกว่าค่ะ
            คุณแม่ลองชวนลูกเล่นสนุกกับเงาจากสิ่งใกล้ตัว เช่น ใช้ 2 มือของเราเอง สร้างเงารูปต่างๆ กัน หรือไม่ก็ประดิษฐ์รูปหุ่นต่างๆ นำมาสร้างเป็นเงา แล้วชวนลูกเข้าหาผนัง ส่องไฟฉายไปที่หุ่นนั้น แล้วชวนลูกสร้างเรื่องราวจากเงาของหุ่นที่ปรากฏบนผนัง ลูกจะเรียนรู้ได้ว่าเงาเกิดขึ้นได้อย่างไร และเขาจะเริ่มคิดอย่างสร้างสรรค์ว่าควรทำมือแบบไหน เพื่อจะให้ออกมาเป็นเงารูปร่างต่างๆ กัน           
            การชวนลูกแต่งเรื่องราวจากเงาที่เห็นนั้น จะช่วยพัฒนาสติปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ เปิดจินตนาการ พัฒนาภาษาให้ลูกได้อย่างที่เราคาดไม่ถึงว่าสิ่งใกล้ตัวอย่าง “เงา” จะให้ได้มากมายขนาดนั้น
            นอกจากนี้ เพื่อพัฒนาการ 360° อัจฉริยะรอบด้าน ในตอนเช้า ตอนเที่ยง ตอนบ่าย ตอนเย็น คุณแม่สามารถชวนลูกสังเกตเงาของตัวเองว่าในแต่ละช่วงของวัน เงามีความแตกต่างกันอย่างไร และชวนกันหาคำตอบว่าเพราะอะไร จะช่วยเสริมสร้างความฉลาดเรียนรู้ได้ยิ่งขึ้นค่ะ

ฉลาดเคลื่อนไหว            

สนุกตามจังหวะ เพิ่มทักษะการเคลื่อนไหว

                        การที่คุณแม่ส่งเสริมให้ลูกเล่นกีฬานั้นเป็นเรื่องดี แม้ลูกจะยังเด็กไม่อาจเล่นกีฬาอย่างจริงจังได้ แต่ก็ทำให้เขาได้ออกกำลังกาย อาจเริ่มต้นด้วยการให้ลูกออกกำลังกายตามจังหวะเสียงเพลง อาจเป็นในช่วงเช้าของทุกวัน ลองหาเพลงที่มีจังหวะสนุกสนาน ฟังแล้วกระตุ้นให้คึกคัก แล้วอาจให้คุณพ่อเป็นคนนำคิดท่าการออกกำลังกายเป็นคนแรก  โดยทำท่าให้เข้ากับจังหวะเสียงดนตรีที่ได้ยิน คนที่เหลือก็ทำตาม จากนั้นก็สลับกันให้คุณแม่เป็นผู้นำท่าออกกำลังกายบ้าง และท้ายสุดลองให้เจ้าตัวเล็กเป็นผู้คิดท่า แม้ว่าจะเป็นท่าตลกๆ ก็ควรทำตามนะคะ เขาจะได้ภูมิใจกับสิ่งที่เขานำเสนอ
นอกจากความสนุกสนานในการคิดท่าทางต่างๆ แล้ว การออกกำลังกายแบบนี้ ยังเป็นพื้นฐานที่จะทำให้ลูกรู้สึกรักในการเล่นกีฬาหรือการออกกำลังกายตามมาอีกด้วย การฟังเพลงก็ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ และยังช่วยพัฒนาความคิด พัฒนาสมาธิ ความจดจ่อ เพราะลูกต้องคิดท่าทางให้เข้ากับจังหวะของดนตรี เพราะหากไม่จดจ่อ เขาก็จะไม่สามารถทำท่าให้เข้ากับจังหวะได้
เด็กส่วนใหญ่ที่คุณพ่อคุณแม่ส่งเสริมให้ออกกำลังกาย และเล่นกีฬาตั้งแต่เล็กๆ นั้น มักจะเป็นเด็กที่มีอารมณ์แจ่มใสร่าเริง มองโลกในแง่ดี รู้จักผ่อนคลาย ไม่เคร่งเครียด ไม่เก็บตัว สามารถเข้ากับคนรอบข้างได้ดีค่ะ

ฉลาดสื่อสาร                 

เกมอะไรอยู่ในถุง...เพิ่มทักษะภาษาลูก

ชวนเล่นเกมฝึกทักษะด้านการสื่อสาร ท้าทายความจำด้านการสัมผัสของลูกกันค่ะ ด้วยอุปกรณ์ที่หาได้ในบ้าน คือ ถุงที่มีเชือกรูดปากถุง ผ้าเช็ดจาน และของเล่นที่ลูกโปรดปราน หรือผลไม้ต่างๆ จำนวน 3-5 ชิ้น
เริ่มต้นด้วยให้ลูกดูสิ่งของทีละชิ้น พร้อมทั้งบอกชื่อสิ่งของ จากนั้นปิดตาลูกแล้วเลือกของหนึ่งชิ้นใส่ในลูกสำรวจสิ่งของ ถ้าเขาไม่แน่ใจอาจจะเตือนความจำเกี่ยวกับสิ่งของ เช่นถามว่า “หนูคิดว่าใช่ลูกบอลหรือเปล่า” เมื่อลูกเดาถูกแล้ว เลือกสิ่งของชิ้นอื่นๆ และเล่นต่อไปจนลูกเดาสิ่งของได้ทั้งหมด
คุณแม่ควรเลือกสิ่งของที่มีรูปทรงและพื้นผิวต่างกัน โดยเฉพาะถ้าเป็นของเล่นชิ้นโปรดของเขาด้วยล่ะก็ยิ่งจะทำเขาสนุกกับการเล่นครั้งนี้มากยิ่งขึ้น  ในครั้งแรกอาจเริ่มด้วยสิ่งของเพียง 3 ชิ้นก่อน แล้วจึงเพิ่มเป็น 5 ชิ้น ซึ่งควรเป็นของที่ลูกไม่คุ้นเคยด้วย ลูกจะได้เรียนร้สิ่งใหม่ๆ  กิจกรรมนี้จะทำให้ลูกได้ใช้ประสบการณ์การสัมผัส การสื่อสารด้วยคำพูดต่างๆ และได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ  เพราะคุณแม่จะต้องให้เขาพูดว่าสิ่งที่อยู่ในถุงนั้นคืออะไร ซึ่งจะทำให้ลูกรู้จักคิด และมีระบบความจำที่ดีขึ้นค่ะ

ฉลาดด้านอารมณ์                      

วาดรูป...วิธีระบายอารมณ์ของลูก

ศิลปะช่วยส่งเสริมพัฒนาการเด็กในทุกๆ ด้าน ช่วยบำบัดปัญหาต่างๆ และช่วยในการเสริมสร้างลักษณะนิสัยที่ดีให้แก่เด็กด้วย งานศิลปะง่ายๆ ที่ลูกน้อยสามารถทำได้ในวัยนี้ก็คือ การวาดรูป
การวาดรูปจะช่วยให้ลูกได้ระบายอารมณ์เครียด ความคับข้องใจลงไปในรูปภาพที่กำลังวาด ได้ระบายปัญหา ความรู้สึกที่ซ่อนเร้นในใจผ่านออกมาทางงานศิลปะ ระบายอารมณ์ออกมาในหนทางที่สร้างสรรค์ ผ่านการวาดรูป ระบายสี จะช่วยให้ลูกรู้สึกผ่อนคลาย ลดความขุ่นมัวในจิตใจ เข้าใจและรับรู้อารมณ์ต่างๆของตนเอง สามารถยับยั้งและควบคุมได้ดีขึ้น มีสมาธิ ลดความตึงเครียด และความวิตกกังวลลงได้ในที่สุด
เมื่อลูกได้ทำกิจกรรมศิลปะอยู่เสมอ จะช่วยให้เกิดความชำนาญ เกิดความคล่องในการคิดและมีจินตนาการในการแสดงออก การได้ระบายอารมณ์ ความรู้สึกของเด็กโดยการใช้นิ้วละเลงสีไปมา เป็นการผ่อนคลายอารมณ์ของเด็ก นอกจากนั้น ยังทำให้เด็กได้มีโอกาสทำงานร่วมกับผู้อื่นเป็นการฝึกนิสัยและทักษะทางสังคม ด้านอารมณ์ก็ช่วยสนองความต้องการการแสดงออก และทำให้เด็กมีอารมณ์มั่นคง มีความมั่นใจในตนเองค่ะ  

การกระตุ้นพัฒนาการ วัย 3 ปี 6 เดือน


ฉลาดเรียนรู้                  

สอนลูกเรียนรู้ ซ้าย-ขวา-บน-ล่าง

            เด็กวัย 3 ขวบขึ้นไป มีพัฒนาการของการรับรู้มากขึ้น สามารถแยกแยะตำแหน่งหน้า-หลัง บน-ล่าง ใน-นอก ได้ ซึ่งเป็นความสามารถของสมองในด้านมิติสัมพันธ์ การจัดวาง การมองภาพรวม มีผลต่อการเรียนรู้ในเรื่องของการจำเป็นภาพ เด็กที่มีความสามารถสูงในด้านนี้ มักมีความสามารถในด้านการวาดภาพ การออกแบบ แม่นยำเรื่องเส้นทาง สามารถจินตนาการเรื่องราวออกมาเป็นภาพ และมีการเรียนรู้เรื่องยากๆ ให้ง่ายขึ้น 
คุณแม่สามารถส่งเสริมทักษะด้านมิติสัมพันธ์ให้ลูกได้จากการพูดคุยกับลูกขณะทำกิจวัตรประจำวัน เช่น ขณะกำลังกินอาหาร ก็บอกลูกว่า “แม่วางแก้วนมไว้ด้านขวามือของหนู”  “หนูจับช้อนด้วยมือขวา จับส้อมด้วยมือซ้าย” 
            นอกจากนี้ คุณแม่ควรเริ่มหัดให้ลูกมีส่วนร่วมในการจัดกระเป๋า จัดลิ้นชัก จัดห้อง ฝึกให้ลูกมีความสามารถในการจัดวาง การใช้พื้นที่ซ้าย–ขวา หน้า-หลัง บน-ล่าง เมื่อลูกโตขึ้นฝึกลูกระบายสีเน้นข้อความสำคัญเมื่ออ่านหนังสือ หัดจดบันทึกโดยการใช้ภาพ เส้น สีประกอบเพื่อช่วยจำ เช่น การทำ Mind Maps หัดวาดแผนที่ง่ายๆ เป็นต้น จะเป็นการฝึกฝนการเรียนรู้เรื่องทิศทางหรือมิติสัมพันธ์ขั้นง่ายๆ ได้ค่ะ

ฉลาดเคลื่อนไหว            

ชวนลูกเคลื่อนไหว ออกกำลังกายยามเช้า

ในเช้าวันหยุดคุณแม่ลองชวนลูกน้อยให้ตื่นมารับแสงแดดอ่อนยามเช้ากันนะคะ แสงแดดยามเช้าจัดว่าเป็นวิตามินตามธรรมชาติที่ดีที่สุดของลูกค่ะ เด็กจะแข็งแรงได้ต้องโดนแดดบ้าง เพราะแดดอ่อนๆ มีวิตามินดีที่ร่างกายต้องการเพื่อการรักษาภาวะสมดุลของระดับแคลเซียมและฟอสฟอรัส มีความสำคัญในการสร้างกระดูกและฟัน และช่วยในการเจริญเติบโตค่ะ
เริ่มต้นด้วยการพาลูกเดินเล่น หรือออกกำลังกายกลางแจ้งด้วยกัน ครั้งละ 10-15 นาที เช่น วิ่งเหยาะๆ หรือปั่นจักรยาน การได้ออกไปเล่นกลางแจ้งจะช่วยให้ลูกได้เคลื่อนไหวร่างกายอย่างเป็นอิสระ มีอารมณ์แจ่มใส สนุกสนาน ทำให้สมองปลอดโปร่ง ร่างกายแข็งแรงมากขึ้น ทำให้มีภูมิต้านทานโรค โดยเฉพาะโรคภูมิแพ้ที่มีอาการอย่างคัดจมูก หายใจไม่สะดวกเวลาอากาศเปลี่ยนแปลง หรือแพ้ฝุ่นง่าย เด็กหลายคนที่เคยเป็นโรคนี้สามารถหายได้ด้วยการออกกำลังกายกลางแจ้งเป็นประจำ...อย่าลืมออกกำลังกายกันนะคะ

ฉลาดสื่อสาร                 

เคล็ดลับแก้ไขลูกพูดผิด

            หลายครั้งที่ลูกกำลังเรียนรู้พัฒนาการด้านภาษาจากการลองผิดลองถูก ทำให้บางครั้งก็ผสมคำผิด ออกเสียงผิดๆ ถูกๆ และอาจจะสร้างคำขึ้นใหม่ทั้งที่เขาไม่เคยฟังคุณแม่พูดมาก่อนเลยก็ได้ คุณแม่หลายท่านกลัวว่าลูกจะเข้าใจผิดและนำคำผิดๆ เหล่านี้ไปใช้ จึงคอยแก้ไขหรือสอนลูกทุกครั้งที่เขาพูดผิด ซึ่งการทำแบบนี้เป็นความเข้าใจที่ผิดค่ะ เพราะถ้าคุณแม่คอยแก้ไขทุกครั้งที่ลูกพูดผิด ลูกอาจจะนึกในใจว่า “ไม่ควรพูดจะดีกว่า เดี๋ยวจะถูกคุณแม่ดุว่าพูดผิด”
            วิธีที่ถูกต้องเมื่อพบว่าลูกพูดหรือใช้ภาษาที่ไม่ถูกต้อง คุณแม่ควรจะพูดคำที่ถูกต้องซ้ำหลังจากที่ลูกพูด ราวกับว่าคุณแม่ได้ยินลูกพูดถูกแล้ว วิธีสะท้อนกลับทางบวกนี้ดีกว่าการจ้องจับผิดลูก ยกตัวอย่างเช่น เมื่อลูกเห็นนกที่กำลังบินหนีไปและพูดว่า “โน่น ฮกหนีแย้ว “คุณแม่ก็ควรจะพูดว่า “ใช่จ๊ะ นกกำลังบินหนีไปแล้ว” หรือ “ดอกไม้ฉวย” ก็บอกว่า “แม่ก็ว่า ดอกไม้นี้สวยจริง” โดยเน้นคำที่ลูกพูดผิด เป็นต้น  ซึ่งนอกจากจะไม่ทำให้ลูกเสียความมั่นใจในการพูดแล้ว ยังจะช่วยทำให้ลูกได้ฟังคำศัพท์ที่ถูกต้องอีกด้วย และทักษะการพูดของลูกก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ

ฉลาดด้านอารมณ์                      

สอนลูกเรียนรู้ระงับอารมณ์

เมื่อลูกมีอาการเอะอะโวยวาย ทำลายข้าวของ ใช้กำลังทำร้ายคนอื่น สิ่งแรกที่คุณแม่ควรทำ คือ ควรระงับอารมณ์โกรธของตัวเอง ไม่โต้ตอบกลับด้วยความรุนแรง และแก้ปัญหาอย่างใจเย็น กอดลูกแล้วเปิดโอกาสให้ลูกได้บอกว่าอะไรทำให้เขาโกรธ รับฟังอย่างใส่ใจ  ไม่ด่วนสรุป และบอกสอนลูกอย่างใจเย็น ซึ่งจะเป็นแบบอย่างในการควบคุมอารมณ์โกรธแก่ลูกได้เป็นอย่างดี
การโอบกอดและการให้ความรักความเข้าใจลูก ทำให้เขารับรู้ว่าคุณแม่ยังรักเขาอยู่เสมอไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อาจทำให้เรื่องต่างๆ คลี่คลายได้ง่าย โดยธรรมชาติแล้วเด็กมักจะต้องการความสนใจจากผู้ใหญ่และอยากให้ผู้ใหญ่เล่นด้วย เด็กที่กำลังจะทำลายของเล่นชิ้นโปรดของเขาเพราะถูกขัดใจ อาจจะหยุดการกระทำนั้น เมื่อเห็นว่าคุณให้ความสนใจในของเล่นของเขา ไม่ปล่อยให้เล่นอยู่คนเดียว
คุณแม่ควรชมลูกถ้าเห็นว่าเขารู้จักที่จะควบคุมอารมณ์โกรธของตนเองได้ และบอกลูกให้เข้าใจถึงสาเหตุที่ไม่ควรทำ ด้วยคำอธิบายที่กะทัดรัดชัดเจน การชื่นชมซึ่งกันและกันจะช่วยให้ลูกมีอารมณ์ดี ไม่ตึงเครียด และลดอารมณ์ก้าวร้าวของลูกได้ หลีกเลี่ยงคำพูดตำหนิที่ทำให้เกิดปมด้อย เปรียบเทียบ เสียดสี  รวมทั้งสีหน้าที่บึ้งตึง จะยิ่งทำให้สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดมากขึ้น และลูกก็จะเลียนแบบพฤติกรรมและอารมณ์แบบนี้ของเราไปด้วยค่ะ 

การกระตุ้นพัฒนาการ วัย 3 ปี 5 เดือน


ฉลาดเรียนรู้                  

     เรียนรู้ความแตกต่างของสิ่งที่คล้ายกัน 

สำหรับเด็กวัยก่อนหน้านี้ เมื่อเห็นเป็ดและไก่เขาอาจเรียกมันว่า “ไก่” หมด แต่เด็กวัย 3 ปีขึ้นไป เริ่มมีความคิดความเข้าใจเรื่องความเหมือนและความแตกต่างของสิ่งใดๆ โดยอาศัยการเปรียบเทียบคุณสมบัติของวัตถุสิ่งของในกลุ่มหรือหมวดเดียวกัน และต่างกลุ่มหรือต่างหมวดหมู่ เขาจึงสามารถจำแนกความแตกต่างของสัตว์ที่มีความใกล้เคียงกันทั้งสองนี้ได้ เขารู้ว่าเป็ดมีปากที่แตกต่างจากไก่  เป็ดมีขนสีขาว ไก่มีขนหลายสี ฯลฯ   และบอกเราได้ว่าตัวไหนคือเป็ด ตัวไหนเป็นไก่ ตัวไหนหมา ตัวไหนแมว เป็นต้น
นอกจากนี้ การชวนลูกคุยถึงสิ่งที่เด็กเห็นและชี้แนะเพิ่มเติมฝึกให้ลูกสังเกตความเหมือนและความแตกต่างของสิ่งที่คล้ายคลึงกัน เช่น เป็ดและไก่ มีขนเหมือนกัน แต่ปากไม่เหมือนกัน  ไก่ขันเอ้กอี้เอ้กๆ เป็ดร้องก้าบๆ หมาเห่าโฮ่ง แมวร้องเมี้ยว เป็นต้น  จะเป็นพื้นฐานสำคัญต่อความฉลาดเรียนรู้ของลูกต่อไป                                          

 ฉลาดเคลื่อนไหว                       

ปั้น...ฝึกทักษะการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อมือ

            การปั้นช่วยให้เด็กได้พัฒนากล้ามเนื้อ ในการปั้นสิ่งต่าง ๆ นั้น เด็กต้องใช้แรงทั้งการทุบ จับ บีบ กด และคลึง ทำให้กล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็กพัฒนาไปพร้อมกัน
            ก่อนให้ลูกปั้น คุณแม่อาจจะถามลูกว่าต้องการปั้นอะไร อาจแนะนำให้ปั้นตุ๊กตุ่นตัวเล็กๆ ก่อน โดยคุณแม่สอนขั้นตอนการปั้น จากลำตัว หัว แขนและขา คอยให้คำแนะนำลูกเป็นระยะ ถ้าลูกไม่สนใจก็ต้องใช้วิธีหลอกล่อและเกลี้ยกล่อมเพื่อดึงความสนใจให้ลูกทำต่อ ลูกก็จะสามารถทำด้วยตัวเองและทำได้นานขึ้น เข้าใจคำสั่ง และมีจินตนาการสร้างสรรค์มากขึ้น โดยคุณแม่ไม่ควรเน้นที่ผลงานว่าจะสวยหรือไม่ แต่จะเน้นกระบวนการให้เด็กเรียนรู้ระหว่างที่ทำ เพราะก่อนเริ่มทำ ลูกจะวางแผนการทำด้วยตัวเอง สมองของเด็กจึงได้รับการกระตุ้น โดยระหว่างที่ทำ เซลล์สมองจะเชื่อมต่อกันเป็นวงจรในการจัดระบบความคิด ทำให้ลูกรู้จักคิดและมีความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจะสามารถต่อยอดความรู้ต่อไปได้ และเป็นการฝึกทักษะในการใช้กล้ามเนื้อมือให้ดียิ่งขึ้น
            การสอนให้ลูกรู้จักการปั้น จะช่วยส่งเสริมให้เด็กได้ใช้ความคิดและพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กในการเคลื่อนไหว พร้อมกับการเรียนรู้และฝึกฝนงานด้านศิลปะ ทำให้เด็กมีสมาธิและจดจ่ออยู่กับงานที่ทำจนสำเร็จค่ะ

ฉลาดสื่อสาร                 

เล่นเป่ายิ้งฉุบ...ฝึกความฉลาดสื่อสาร

            ลูกในวัยนี้เริ่มเรียนรู้อะไรได้มากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของสัญลักษณ์ต่างๆ อย่างการเล่นเป่ายิ้งฉุบ ที่ใช้มือสื่อแทนสิ่งของอย่างค้อน (กำมือ) กรรไกร (ยื่นเฉพาะนิ้วชี้และนิ้วกลาง) และกระดาษ (แบมือ) ที่เขาสามารถเข้าใจถึงความหมายได้ คุณแม่อาจดัดแปลงการเล่นเป่ายิ้งฉุบนี้ มาพัฒนาการเรียนรู้ของลูกน้อยได้ โดยการที่คุณแม่กับลูกเล่นเป่ายิ้งฉุบกัน ถ้าใครชนะก็จะได้เป็นคนถามคำถามก่อน ซึ่งคำถามอาจเป็นอะไรก็ได้ที่อยากถาม เช่นหนูชื่ออะไร หนูอายุเท่าใด คุณแม่ชื่ออะไร หนูชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ทำไม ฯลฯ  ลูกจะสนุกกับการเล่นเกมนี้  และพยายามที่จะเป่ายิ้งฉุบให้ชนะคุณแม่ เพื่อที่จะได้เป็นคนถาม ถ้าคุณแม่เป็นฝ่ายชนะได้ถามบ้าง ก็อย่าใช้คำถามที่ยากมากนะคะ เพราะถ้าลูกตอบไม่ได้ขึ้นมาบ่อยครั้งเข้า ก็จะเริ่มเกิดความเบื่อกับเกมนี้ได้
            การเล่นเป่ายิ้งฉุบนี้ เป็นกิจกรรมง่ายๆ ที่สามารถเล่นได้ทุกที่ทุกเวลา  ซึ่งจะช่วยฝึกให้เด็กหัดตั้งคำถาม ฝึกทักษะด้านการใช้ภาษา การคิดวิเคราะห์หาคำตอบ  การสื่อสาร รู้จักการแพ้ชนะ และรู้จักฝึกการเข้าสังคมค่ะ

ฉลาดด้านอารมณ์                      

ลูกอารมณ์ดีได้ ง่ายๆ ด้วยศิลปะ

            ศิลปะเป็นเครื่องมือช่วยพัฒนาลูกน้อยให้อารมณ์ดี เคยสังเกตไหมคะ...เวลาที่ลูกน้อยหงุดหงิด เครียด โกรธอารมณ์ ไม่ดี เมื่อคุณแม่หลอกล่อหากิจกรรมงานศิลปะให้ทำ ไม่ว่าจะเป็นปั้นดิน หรือขีดเขียนวาดรูป ลูกน้อยก็จะหายจากอาการเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว นั่นก็เพราะศิลปะช่วยให้เขาได้ระบายอารมณ์ ระบายความคับข้องใจ ในทิศทางที่สร้างสรรค์ ทำให้ผ่อนคลายลดความขุ่นมัวในจิตใจ มีสมาธิ ลดความตึงเครียดลงได้ในที่สุด
            เมื่อลูกเริ่มทำงานศิลปะเขาจะใจเย็นลง มีสมาธิ โดยเฉพาะเมื่อได้ทำงานศิลปะร่วมกับเพื่อนๆ ลูกจะเรียนรู้การเข้ากลุ่มร่วมในสังคมได้ง่าย นอกจากนี้การทำงานศิลปะยังเป็นการฝึกความอดทน เพราะการอยู่กับที่นานๆ รวมทั้งยังเป็นการสอนให้ลูกเป็นคนช่างสังเกต มองเห็นรายละเอียดของสิ่งต่างๆ รอบตัวได้
            หากลูกได้ทำงานศิลปะอย่างต่อเนื่อง ฝึกจินตนาการอย่างสร้างสรรค์เพียงวันละ 3-5 นาที จะช่วยลดพฤติกรรมก้าวร้าวและมีสมาธิดีขึ้นด้วย ทุกครั้งที่ลูกได้ทำงานศิลปะ จิตใจจะได้รับการกล่อมเกลาให้ละเอียดอ่อนขึ้น โดยศิลปะจะสะท้อนความคิดของลูกออกมา เช่น ถ้าลูกวาดรูปบ้านและมีคุณพ่อคุณแม่อยู่ในนั้น นั่นหมายถึงความรักความผูกพันที่ลูกมีต่อพ่อแม่ การทำงานศิลปะจึงเป็นโอกาสที่ลูกจะได้ใช้ความคิดจินตนาการอย่างเปิดกว้างและสื่อสารให้คนอื่นรับรู้อารมณ์ของเขาค่ะ 

การกระตุ้นพัฒนาการ วัย 3 ปี 4 เดือน


ฉลาดเรียนรู้                  

ฉลาดเรียนรู้ด้วยการมีสมาธิ

            ลูกน้อยวัยซน มีความอยากรู้อยากเห็น ชอบทดลองสิ่งใหม่ๆ และมีพฤติกรรมไม่อยู่นิ่ง คุณแม่เลยอาจจะกลัวว่าลูกจะกลายเป็นเด็กที่ไม่มีสมาธิ จึงต้องหาวิธีที่จะให้ฝึกให้ลูกเรียนรู้การมีสมาธิ หลายคนเข้าใจว่าต้องพาลูกไปเข้าคอร์สนั่งสมาธิหรือทำกิจกรรมต่างๆ ทั้งที่ความจริงแล้ว กิจวัตรประจำวันในบ้านที่ลูกทำก็สามารถช่วยฝึกให้เขามีสมาธิหรือความจดจ่อได้เช่นกัน ซึ่งทำได้เช่น...
  • ปล่อยให้ลูกหัดทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง ในเรื่องง่ายๆ อย่างการเช็ดตัว ทาแป้ง หรือใส่เสื้อผ้าเอง เพราะการทำกิจวัตรต่างๆ เหล่านี้ เด็กต้องใช้สมาธิจดจ่อ เพื่อบังคับควบคุมกล้ามเนื้อที่ต้องใช้ในการทำกิจกรรมนั้นๆ
  • เล่านิทานก่อนนอน เป็นวิธีที่ง่ายและทำได้ทันที เพราะการฟังนิทานก่อนนอน จะเป็นช่วงเวลาที่เขาเหมือนตกอยู่ในภวังค์ ซึ่งจะทำให้เขามีสมาธิมากกว่าเวลาอื่น
  • ชวนลูกออกกำลังกาย เช่น การโยนลูกบอลหรือการถีบจักรยาน เป็นกิจกรรมต้องมีใจจดจ่อมีสมาธิ จึงจะสามารถวิ่งหรือมุ่งตรงไปข้างหน้าได้ จะช่วยทำให้ลูกมีสมาธิที่ดีค่ะ     
  • สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การที่คุณแม่ใส่ใจว่าลูกสนใจกิจกรรมใดเป็นพิเศษ เช่น หากลูกชอบระบายสี ก็ควรนั่งระบายสีกับเขา เพื่อให้เขาเลียนแบบการกระทำของคุณแม่ เพราะผู้ใหญ่มักจะมีสมาธิกับการทำอะไรเป็นเวลานาน ลูกก็จะเรียนรู้และเลียนแบบคุณแม่โดยการมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เมื่อเด็กมีสมาธิก็ส่งผลดีต่องวงจรการทำงานของสมองค่ะ

ฉลาดเคลื่อนไหว            

พัฒนากล้ามเนื้อนิ้ว...ด้วยกรรไกรตัดกระดาษ

            คุณแม่รู้ไหมคะว่า นอกจากการจัดหาดินสอ- สีเทียน - กระดาษให้ลูกๆ ได้ขีดๆ เขียนๆ เพื่อฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กให้นิ้วและมือน้อยๆ ได้ออกกำลังกันแล้ว กรรไกรตัดกระดาษก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้ลูกได้ออกกำลังกล้ามเนื้อมัดเล็กไปพร้อมๆ กับการใช้สายตาได้ ที่สำคัญช่วยเสริมสร้างสมาธิและความจดจ่อให้ลูกได้อย่างดี เพราะเขาจ้องค่อยๆ ตัด ซึ่งปัจจุบันมีกรรไกรสำหรับให้เด็กๆ ได้ใช้ฝึกตัดกระดาษโดยเฉพาะ ทำจากพลาสติก ไม่คม ปลายมน ทำให้ไม่ต้องห่วงกังวลว่าจะทำอันตรายให้นิ้วน้อยๆ และมีลูกเล่นต่างๆ เช่น ตัดเป็นเส้นตรง เป็นเส้นซิกแซก ที่จะทำให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องลายเส้นต่างๆ ด้วย
            การใช้กรรไกรตัดกระดาษนี้ ค่อนข้างท้าทายความสามารถของเด็กๆ   เพราะนอกจากจะต้องฝึกหัดจับกรรไกร โดยวางนิ้วแยกกัน คือ นิ้วโป้ง นิ้วชี้นิ้วกลาง นิ้วนางนิ้วก้อย แล้ว เด็กๆ ยังต้องออกแรงขยับนิ้วเข้าหากันและถ่างออก เพื่อให้สามารถตัดกระดาษออกได้ และเมื่อไรที่เขาสามารถตัดกระดาษได้ ความสนุกก็เริ่มก่อตัว และทำให้เขารู้สึกสนุกที่จะตัดฉับๆ ลงไป ซึ่งช่วงแรกคุณแม่อาจปล่อยให้ลูกตัดกระดาษตามใจชอบ โดยหากระดาษเหลือใช้มาให้ตัดเล่น หรือจะลองหากระดาษที่มีสีสันสดใสสักนิดก็ได้ และเมื่อไรที่สังเกตว่าเขาเริ่มตัดได้ดีขึ้น ก็ลองชวนลูกมาตัดกระดาษเป็นรูปทรงต่างๆ เช่น สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม หรือจะต่อยอดด้วยการเอาชิ้นส่วนกระดาษที่ตัดมา แปะกาวลงบนสมุด ตกแต่งเป็นภาพดอกไม้ พระอาทิตย์ ตามแต่จินตนาการได้อีกด้วยค่ะ
 

ฉลาดสื่อสาร                 

บทบาทสมมติ ช่วยพัฒนาของลูก         

             
ลูกวัยอนุบาลจะโปรดปรานการเล่นบทบาทสมมุติมาก  เขาเริ่มมีเหตุผลในการพูดมากขึ้น สามารถสื่อสารโต้ตอบเรื่องราวได้มากขึ้นแล้ว  เป็นจังหวะที่ดีที่จะฝึกให้ลูกรู้จักพูดคุยในเรื่องราวที่นอกเหนือไปจากเรื่องราวในบ้าน เช่น  เป็นคุณหมอรักษาคนไข้ หรือเป็นคุณครูสอนหนังสือ  เป็นต้น
การเล่นบทบาทสมมติของเด็กในวัยนี้เป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการทำงานของสมองของเด็กในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเรื่องของการสื่อสารสิ่งที่เขาจดจำ รวมถึงการเลียนแบบพฤติกรรมของคนใกล้ชิด การเล่นบทบาทสมมติเป็นพื้นฐานของความฉลาดแบบสร้างสรรค์  เด็กจะได้ประโยชน์จากการเล่นประเภทนี้อย่างมาก เช่น สมมติว่าตนเองเป็นพ่อครัวในร้านอาหาร ไม่ว่าจะเป็นการจับตะหลิวผัดข้าวผัด ได้เคลื่อนไหวกล้ามเนื้อมือ ฝึกการใช้สายตา การทอนเงิน เป็นการฝึกคิดเลข  การต้อนรับเพื่อน ซึ่งเป็นลูกค้าถือเป็นการฝึกการมีสังคมและการสื่อสารกับคนอื่นๆ  ได้เรียนรู้บทบาทที่ซับซ้อนมากขึ้น
บทบาทของคุณแม่ต่อการเล่นบทบาทสมมติของลูกคือ ปล่อยให้ลูกเป็นผู้นำการเล่นอย่างอิสระ ร่วมเป็นเพื่อนเล่นกับลูกด้วยก็ยิ่งดี  ร่วมพูดคุยกับลูก แล้วคุณแม่จะค้นพบหลายสิ่งหลายอย่าง ไม่เพียงประสบการณ์ที่เขาพบเจอ แต่ยังรวมถึงความรู้สึกนึกคิดของลูกที่สื่อสารออกมาให้ได้รับรู้ผ่านการเล่นนี้ด้วย...แล้วคุณแม่จะแปลกใจกับความคิดของลูกค่ะ

ฉลาดด้านอารมณ์                      

พัฒนาอารมณ์ลูกด้วยเกม “หน้านี้อารมณ์ไหน”

ในวัย 3 ขวบขึ้นไป เด็กจะมีพัฒนาการมากพอที่จะดูและบอกได้ว่าสีหน้าของผู้คนที่เขาเห็นนั้นอยู่ในอารมณ์ไหน เช่น บอกได้ว่าคนยิ้มเพราะอารมณ์ดีใจ ร้องไห้คืออารมณ์เศร้า ฯลฯ เพราะเขารู้จักและเข้าใจการใช้คำบอกอารมณ์ความรู้สึกได้แล้ว เด็กจะเรียนรู้ได้เร็วและถูกต้อง หากคุณแม่คอยบอกให้เขารู้จักอารมณ์นั้นว่าใช้คำพูดอย่างไร เช่น “หนูเสียใจที่ตุ๊กตาหายใช่ไหม” “หนูตกใจที่ได้ยินเสียงดังใช่มั้ย”  เป็นต้น พร้อมทั้งกระตุ้นให้ลูกพูดบอกอารมณ์ตอนนั้นของเขาออกมา
การส่งเสริมลูกให้รู้จักอารมณ์ต่างๆ มากยิ่งขึ้น คุณแม่ควรชวนลูกเล่นด้วยการตัดภาพใบหน้าของคนที่อยู่ในอารมณ์ต่างๆ ทั้งหัวเราะ ร้องไห้ โกรธ ดีใจ พอใจ ฯลฯ จากหนังสือหรือนิตยสาร แล้วให้ลูกบอกว่าภาพใบหน้าคนที่เห็นมีอารมณ์อย่างไร และตัวเขาเองเคยมีอารมณ์แบบนี้หรือไม่ เมื่อไหร่ ทำไมจึงมีอารมณ์เช่นนั้น  และเมื่อมีอารมณ์เช่นนั้นลูกทำอย่างไร เป็นต้น  การเล่นนี้จะช่วยตรวจสอบพัฒนาการด้านสังคมและอารมณ์  พัฒนาการด้านความคิดและสติปัญญา และพัฒนาการด้านภาษาของลูกได้ เรียกว่าตรวจสอบพัฒนาการ 360° อัจฉริยะรอบด้านนั่นเองค่ะ

การกระตุ้นพัฒนาการ วัย 3 ปี 3 ดือน


ฉลาดเรียนรู้                  

ลูกฉลาดเรียนรู้ ด้วยคำถามปลายเปิด

            ถ้าคุณแม่อยากให้ลูกพัฒนาความคิดและฉลาดเรียนรู้ คุณแม่สามารถสอนลูกเองได้ที่บ้าน โดยการพูดคุยกับลูกด้วยคำถามแบบปลายเปิด ซึ่งก็หมายถึงคำถามที่ลูกสามารถตอบได้อย่างอิสระ ไม่กำหนดคำตอบตายตัว ไม่มีคำตอบถูกหรือผิด
            การตั้งคำถามแบบปลายเปิดจะทำให้ลูกได้คิดเองก่อนตอบ และทำให้คุณแม่ถามคำถามต่อไปได้ลึกกว่าเดิมและได้รู้ว่าลูกคิดยังไงต่อเรื่องที่คุณแม่ถามด้วย โดยธรรมชาติ เด็กชอบคิดอยู่แล้ว อย่าหยุดการเรียนรู้และจินตนาการของลูกโดยการใส่กรอบคำตอบถูก-ผิดให้ลูก  คุณแม่อาจจะเริ่มเกริ่นด้วยคำถามปิดก่อน เพื่อให้ลูกคุยกับคุณแม่ง่าย ๆ เช่น ถามลูกว่าไปโรงเรียนสนุกมั้ย แล้วค่อยถามว่าสนุกหรือไม่สนุกยังไง หรือคุณแม่อาจจะถามความเห็นลูกว่า “ใช่” “ไม่ใช่” ก่อน แล้วค่อยถามว่า ลูกคิดว่ามัน “ใช่/ไม่ใช่” ยังไง/ เพราะอะไร เมื่อลูกฟังคำถามแบบเปิด ลูกจะเริ่มเรียนรู้แล้วว่าคำถามของคุณแม่แบบนี้ควรจะตอบแบบไหน และจะพยายามสื่อสารออกมาให้คุณแม่เข้าใจในที่สุดค่ะ


ฉลาดเคลื่อนไหว            

ฉลาดเคลื่อนไหวในสนามเด็กเล่น

ในยุคที่เด็กๆ  มีสื่อต่างๆ มาเรียกร้องความสนใจที่ทำให้เขาต้องอยู่กับที่นิ่งๆ ไปได้เคลื่อนไหวร่างกาย ไม่ได้วิ่งเล่น ปลดปล่อยพลังไปตามวัย จนอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพและพัฒนาการ จึงขอเชิญชวนคุณพ่อคุณแม่พาลูกออกจากบ้านไปเล่นในสนามเด็กเล่นกันค่ะ
จากการศึกษาวิจัยพบว่า สนามเด็กเล่นคือสถานที่ที่สำคัญแห่งหนึ่ง ที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็กรองจากที่บ้าน รูปแบบอันหลากหลายของเครื่องเล่น ล้วนส่งผลดีต่อพัฒนาการของเด็ก หากแต่ว่าสิ่งที่เป็นผลดีที่สุดในการเล่นในสนามเด็กเล่น ช่วยสร้างเสริม...
  • พัฒนาการทางร่างกาย ได้แก่ พัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่-มัดเล็ก การประสานสัมพันธ์ของอวัยวะต่างๆ  ฝึกทักษะการทำงานของร่างกาย ช่วยฝึกทักษะการเคลื่อนไหวให้ คล่องแคล่ว ฝึกการทรงตัวให้มั่นคง เป็นต้น
  • พัฒนาการทางสติปัญญา เด็กจะได้ฝึกทักษะแก้ปัญหาด้วยตนเองขณะเล่น รู้จักการตัดสินใจ พัฒนาทักษะการสังเกต การเปรียบเทียบ การจำแนก ฯลฯ  
  • พัฒนาการทางอารมณ์ จิตใจและสังคม  เพราะเด็กๆ จะเกิดความสนุกสนาน ผ่อนคลายความเครียด รู้จักปรับตัว เล่น รู้จักเล่นร่วมกับผู้อื่น เรียนรู้การระวังรักษาความปลอดภัยทั้งของตนเองและผู้อื่น ฯลฯ
                  เรียกว่าสนามเด็กเล่นช่วยส่งเสริมพัฒนาการ 360° อัจฉริยะรอบด้านนั่นเองค่ะ

 ฉลาดสื่อสาร                

เล่นเกม “อะไรเอ่ย”  พัฒนาภาษาลูก  

มาพัฒนาภาษาและความฉลาดสื่อสารของลูกด้วยการชวนลูกเล่นเกม “อะไรเอ่ย” โดยพ่อแม่เริ่มบรรยายลักษณะสัตว์หรือสิ่งของใกล้ตัวให้ลูกฟัง แล้วให้ตอบว่ามันคืออะไร จากนั้นผลัดให้ลูกเป็นฝ่ายบรรยายลักษณะให้พ่อแม่ตอบบ้าง ถ้ามีสมุดภาพประกอบตอนเฉลย  ก็จะช่วยเพิ่มสีสันการเล่นได้มากยิ่งขึ้น  
การสร้างเรื่องราวจากของใกล้ตัว แบบนี้ เด็กๆ จะเล่นได้ไม่รู้เบื่อทีเดียว  หากมีการปรับเปลี่ยนวิธีเล่นอยู่เรื่อยๆ ก็จะดี  เช่น มีการเล่าเรื่องด้วยการใช้หุ่นมือ หุ่นนิ้ว ตุ๊กตา  หรือรูปภาพ 2-3 รูป และถ้าเป็นสิ่งของที่ลูกได้ทำเองกับมือ (เช่น ภาพวาด) ก็ยิ่งช่วยดึงความสนใจให้เขาอยากเล่า แล้วยังได้ฝึกพัฒนาการด้านอื่นไปพร้อมกันด้วย เช่น จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ความแข็งแรงคล่องแคล่วของนิ้วเล็กๆ มือน้อยๆ ของลูก  ฯลฯ  ชวนเล่นแบบนี้บ่อยๆ ไม่ช้าลูกก็จะกลายเป็นนักเล่าเรื่องและนักสื่อสารที่ดีได้ไม่ยากค่ะ

 ฉลาดด้านอารมณ์                     

บทเพลงสนุก พัฒนาอารมณ์ดีๆ ของลูก

จังหวะมีผลต่อการตอบสนองของเด็ก ดนตรีที่มีจังหวะ กระชับ รวดเร็ว จะทำให้เด็กคึกคัก สนใจ ส่วนดนตรีที่มีจังหวะช้า จะทำให้เด็กสงบ ไม่งอแง เด็กอาจไม่สนใจดนตรีที่มีจังหวะช้าในระยะแรกเพราะต้องใช้สมาธิ หรือต้องใช้ความพร้อมในการฟังมาก แต่ดนตรีที่มีจังหวะช้าก็เหมาะที่จะใช้เป็นเพลง
กล่อมให้นอนได้ดีกว่าดนตรีที่มีจังหวะเร็ว
             ในเวลาที่ลูกน้อยกำลังอารมณ์ไม่ดี คุณแม่อาจใช้วิธีเปิดเพลงจังหวะสนุกๆ ให้ลูกขยับแขนขาเคลื่อนไหว หรือจะตบมือเป็นจังหวะต่างๆ  และให้ลูกตบมือตามจังหวะดนตรี นอกจากนี้อาจใช้การเล่นเกมประกอบท่าทางให้ลูกดูและฟัง เช่น  “ก๊าบๆๆๆ เป็ดอาบน้ำในคลอง”  ” ลูกได้สนุกจากการได้ออกท่าทาง และได้จินตนาการไปตามเนื้อเพลงด้วย   
เพลงที่นำมาเปิดให้ลูกฟังหรือนำมาเล่นกับลูก  คุณแม่สามารถให้ฟังได้หลากหลาย  ทั้งเพลงคลาสสิก เพลงไทยเดิม หรือเพลงอื่นๆ ที่มีทั้งเพลงร้อง และเพลงบรรเลงควบคู่กันไป เพลงร้องจะช่วยพัฒนาภาษาได้ดี ส่วนเพลงบรรเลงก็จะช่วยพัฒนาความเข้าใจ ความซาบซึ้งในดนตรี และยังช่วยพัฒนาด้านอารมณ์ ความรู้สึกของลูกได้ดีด้วยค่ะ รับรองว่าลูกน้อยจะอารมณ์ดีขึ้นและกลับมาร่าเริงสดใสตามวัยได้ในไม่ช้าค่ะ