แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พัฒนาการและสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พัฒนาการและสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2557

เมื่อลูกร้องกลั้น


อาการร้องกลั้นจะพบบ่อยในเด็กวัย 8 เดือน - 2 ขวบ ที่เด็กร้องไห้แล้วหยุดหายใจไปชั่วขณะ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการปากเขียว ตัวเขียว และหมดสติไปสักพัก แต่ไม่เกิน 1 นาที เด็กบางคนตกใจง่าย เวลาตกใจมากๆ ก็จะร้อง ซึ่งขณะร้องนั้นไม่หายใจเข้าเราเรียก อาการเหล่านี้ว่า“การร้องกลั้น”

การร้องกลั้นทำให้เด็กขาดออกซิเจน ร่างกายของเด็กสามารถปรับเปลี่ยนการร้องเองเมื่อร่างกายขาดออกซิเจน แต่ในบางรายนั้นอาจร้องจนตัวเขียว ปากเขียว จนชีพจรเต้นอ่อนไปเลย ทำให้เด็กเกิดอาการอ่อนแรง ตัวซีดหรือเขียว แต่เมื่อร่างกายเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติตัวก็จะหายเขียวเอง

อาการร้องกลั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการบาดเจ็บจากเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้ลูกรู้สึกเจ็บ เช่น ประตูหนีบ หรือของหล่นทับ หรือเด็กที่ถูกขัดใจ อยากทำอะไร แล้วถูกคุณแม่ห้าม และสาเหตุสำคัญก็คือถูกตามใจจนเขารู้ว่าทำแบบนี้ทีไร คุณแม่ก็ตามใจทุกที เด็กจึงคงพฤติกรรมนี้ต่อไป

เมื่อลูกมีอาการร้องกลั้น คุณแม่ไม่ควรตกใจ ทำใจให้สงบก่อน และให้มั่นใจได้ว่าอาการนี้ไม่ทำให้ถึงชีวิตแน่นอน สิ่งที่คุณแม่สามารถช่วยลูกได้ในเบื้องต้นคือ ต้องทำให้ลูกรีบหายใจโดยเร็วที่สุด แต่ห้ามเขย่าตัวเขา อย่าทำให้ตกใจ อาจใช้วิธีโอบกอด เอามือลูบหลังเบาๆ และเรียกชื่อของลูก ให้เขารู้สึกอบอุ่น ซักพักเด็กก็จะหยุดลากเสียงร้องไห้ยาวเองค่ะ คุณแม่บางคนตกใจ ก็ยิ่งไปเร้าเหตุการณ์มากยิ่งขึ้น เมื่อมีสติแล้ววิธีที่ดีที่สุด คือการกอดสัมผัสเพื่อปลอบโยนลูก ซึ่งจะทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่นใจและช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้ อย่างไรก็ตามอาการร้องกลั้นของเด็กวัยนี้ มักจะหายได้เองภายใน 2 ขวบ ถ้าเกินกว่านี้อาจแปลว่าคุณแม่รับมือลูกผิดวิธี คงต้องปรึกษาคุณหมอเพื่อแก้ปัญหาค่ะ

ปัสสาวะเล็ดในแม่ตั้งครรภ์


อาการปัสสาวะเล็ดยามตั้งครรภ์เกิดขึ้นได้บ่อยในช่วงสามเดือนสุดท้ายก่อนคลอด คุณแม่บางคนอาจจะมีอาการปัสสาวะเล็ดเวลาไอ จาม หรือหัวเราะ อาการนี้เกิดขึ้นเพราะท่อปัสสาวะมีการขยายตัวแรงดันในกระเพาะปัสสาวะมีเพิ่มขึ้น จนแรงดันในกระเพาะปัสสาวะมีมากกว่าแรงรัดของหูรูดกระเพาะจากการที่มดลูกเคลื่อนลงมาทับกระเพาะปัสสาวะทำให้กลั้นปัสสาวะไม่อยู่

วิธีแก้ไขอาการปัสสาวะเล็ด ก็คือให้คุณแม่เข้าห้องน้ำทุกครั้งที่รู้สึกอยากปัสสาวะ เพราะหากกลั้นไว้ร่างกายก็จะเสียความสามารถในการควบคุม เช่น เมื่อหัวเราะ ไอ จามก็จะมีปัสสาวะเล็ดได้ และเวลาคุณแม่จะปัสสาวะ ให้ขมิบก้นไว้ก่อนทุกครั้ง

คุณแม่บางคนที่รำคาญอาจแก้ปัญหานี้ด้วยการดื่มน้ำให้น้อยลง เพื่อลดการปัสสาวะลง ไม่แนะนำและไม่ควรทำค่ะ เพราะอาจจะทำให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมา

หากรู้สึกว่าการมีปัสสาวะเล็ด ทำให้เกิดความอับชื้น ไม่สะอาด คุณแม่อาจใส่แผ่นซับอนามัยไว้ก็ได้ค่ะ

เมื่อหวัด...ลงหูลูกน้อย


หูเป็นอวัยวะที่มีลักษณะเป็นช่องเปิดจากภายนอกเข้าไป ทำให้เกิดอาการผิดปกติในส่วนต่างๆ ของหูได้ง่ายที่พบบ่อยคือ หูน้ำหนวก ซึ่งจากการติดเชื้อแบคทีเรียในหูชั้นกลาง เชื้อโรคเล็ดลอดจากบริเวณลำคอ ซึ่งมีการเป็นหวัดอยู่ ผ่านท่อ (ยูสเตเชี่ยน) เข้าสู่หูชั้นกลางทางท่อนี้ เมื่อเกิดหนองขึ้นหนองจะดันแก้วหูให้ทะลุและเป็นน้ำหนวกออกมาโดยเฉพาะการสั่งน้ำมูกแรงๆ ก็สามารถทำให้เชื้อเข้าสู่หูชั้นกลาง ไม่ได้มีสาเหตุจากน้ำเข้าหูแต่เกิดจากการเป็นหวัด

สำหรับเด็กเล็กคงไม่สามารถบอกให้คุณแม่รู้ได้ว่าเขาปวดหูอยู่ แต่อาจส่งสัญญาณบอกให้คุณแม่รู้ได้ด้วยการร้องไห้โยเย ไม่ยอมดูดนม และตัวร้อน คุณแม่จึงควรหมั่นสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอาการผิดปกติจากการเป็นไข้หวัด เช่น ลูกชอบจับ ดึง ตรงบริเวณรูหู หรือบริเวณช่องหูของลูกมีกลิ่นหรือไม่ หากมีกลิ่นแสดงว่าอักเสบ และควรพาลูกไปพบแพทย์ทันที หากเขามีน้ำในหูชั้นกลางเป็นเวลานานอาจทำให้เด็กมีปัญหาเรื่องการได้ยินหรือหูอื้อได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อรับการรักษาจนการอักเสบทุเลาลง แก้วหูที่ทะลุจะสามารถปิดเองได้

การดูแลรักษา
เบื้องต้นควรรักษาตามอาการของไข้หวัด เช่น ดูดน้ำมูก เสมหะ โดยใช้ลูกยางแดง หรือใช้น้ำเกลือหยอดจมูกให้น้ำมูกละลาย แล้วค่อยดูดน้ำมูกออก

หากลูกมีอาการมาก เช่น มีน้ำมูกเขียว อาจให้ยาปฏิชีวนะ หรือยาหยอดจมูกเพื่อบรรเทาอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ให้ยาละลายเสมหะตามอาการ แต่ถ้าไม่ได้มีน้ำมูกมากจริงๆ ก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะจะทำให้เสมหะเหนียว

ส่วนอาการหูน้ำหนวก จำเป็นต้องดูดเอาหนองออกมา และให้ยาหยอดหรือกินยาแก้อักเสบ กรณีที่หมอรักษาจนหนองแห้งแล้วควรพยายามไม่ให้น้ำเข้าหูลูก เพราะแก้วหูยังทะลุอยู่ ถ้าน้ำไม่สะอาดเข้าหูชั้นกลาง ก็อาจทำให้เกิดการอักเสบขึ้นได้อีก

การประคบด้วยน้ำอุ่นที่หูอาจช่วยลดอาการปวดได้ และอาจให้ลูกดูดน้ำอุ่นหรือนมบ่อยขึ้น เพื่อช่วยให้ท่อยูสเตเชี่ยนเปิด และลดอาการปวดหูได้ สำหรับเด็กโตอาจให้เคี้ยวหมากฝรั่ง เพื่อช่วยลดอาการปวดหูอีกทางหนึ่ง

สำหรับการป้องกันโรคหวัดลงหูที่ดีที่สุด คือการป้องกันไม่ให้ลูกเป็นหวัดนั่นเองค่ะ

จุดอันตรายในบ้านที่ควรระวัง


ของร้อน - เด็กวัยเกาะยืนนี้จะเริ่มคว้าสิ่งของใกล้ตัวเพื่อเหนี่ยวตัวขึ้นยืน หากมีของร้อนๆ วางอยู่บนโต๊ะ เขาอาจคว้าผ้าปูโต๊ะและดึงลงมาจนของร้อนที่วางอยู่นั้นหกลงมาโดนตัวเด็กได้ หรือไปดึงสายไฟของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ทำความร้อนและถูกความร้อนลวก ได้ และสิ่งที่พ่อแม่พึงระวัง คือ อาจต้องเก็บชายผ้าปูโต๊ะให้สูงเกินกว่าลูกจะเอื้อมถึง และระวังสายไฟอย่าให้ห้อยอยู่ต่ำในระดับที่ลูกสามารถดึงกระชากได้

บันได - เด็กวัยนี้จะเริ่มเคลื่อนที่ได้ดีและเร็วขึ้นจากการคลาน เกาะเดิน และเดินได้เอง เมื่อเด็กเดินหรือวิ่งได้แล้วก็ยิ่งมีความเสี่ยงต่อการตกบันได หกล้ม ชนกระแทก จึงควรตรวจสอบราวบันไดและระเบียงไม้ให้มีช่องห่างพอที่เด็กจะลอดได้

ประตูห้อง - จัดว่าเป็นจุดอันตรายสำหรับเด็กวัยหัดเดิน อาจถูกประตูหนีบมือได้ จึงควรติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันประตูหนีบมือ

ห้องน้ำและภาชนะใส่น้ำ - เด็กเล็กๆ ที่จมน้ำส่วนใหญ่มักเกิดจากการเผลอชั่วขณะ หรือความประมาทของผู้ใหญ่ที่ดูแลเขา คุณพ่อคุณแม่ต้องห้ามให้ลูกนั่งเล่นน้ำตามลำพังในอ่างน้ำ ระดับน้ำสูงเพียง 5 ซม. ก็อาจจมน้ำได้ ควรกำจัดแหล่งน้ำที่ไม่จำเป็นในบ้านและละแวกบ้าน หรือกั้นรั้ว กั้นประตู ไม่ให้ลูกอยู่ใกล้แหล่งน้ำได้ เช่น การเทน้ำในถังทิ้งไป การปิดฝาถังน้ำ การปิดประตูห้องน้ำ ปิดประตูหน้าบ้านหลังบ้านเพื่อไม่ให้ลูกคลานออกไปได้

ตู้ ชั้นวางของ โต๊ะวางทีวี- เด็กวัยนี้เริ่มมีความสามารถในการปีนป่าย ยืนบนเก้าอี้เพื่อหยิบของบนที่สูงได้ และหนึ่งในนั้นอาจเป็นสารพิษ โต๊ะวางสิ่งของเหล่านี้จึงควรวางบนพื้นราบ มั่นคง ไม่ล้มง่าย หรือควรยึดโต๊ะด้วยสายยึดกับกำแพง เฟอร์นิเจอร์ต้องไม่มีมุมคม หากมีควรใส่อุปกรณ์กันกระแทกที่มุมของทุกมุม

ปลั๊กไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้า - ควรปิดที่ีเสียบปลั๊กไฟ หรือติดตั้งกล่องครอบปลั๊กไฟ เพื่อป้องกันลูกใช้นิ้วแหย่

สัตว์เลี้ยงในบ้าน – เด็กๆ มักสนใจสัตว์เลี้ยงที่มีอยู่ในบ้าน อาจถูกเลีย กัด ข่วน จากการจับ ดึง หรือแหย่สัตว์ได้ ไม่ควรปล่อยให้ลูกอยู่ตามลำพังกับสัตว์เลี้ยง สอนลูกไม่ให้รังแกสัตว์ เช่น ดึงหู ดึงหาง แย่งจานอาหาร ของเล่นสัตว์ และควรฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าให้กับสัตว์เลี้ยงของเราด้วย

ปวดชานิ้วมือ


ในระหว่างการตั้งครรภ์ ร่างกายคุณแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน โดยฮอร์โมนโพรเจสเตอโรนส่งผลให้เอ็นคลายตัว จึงทำให้ข้อต่อกระดูกมีการหย่อนตัว ขณะเดียวกันกล้ามเนื้อก็ทำงานมากขึ้น ทำให้มีน้ำสะสมในร่างกายจำนวนมาก โดยเฉพาะส่วนมือจนช่องหรืออุโมงค์ที่ข้อมือแคบลง ทำให้เส้นประสาทที่ไปเลี้ยงบริเวณมือถูกกดทับ จนเนื้อเยื่อบวมจนคุณแม่รู้สึกชา เจ็บ และปวดที่บริเวณปลายนิ้ว หรืออาจจะเป็นทั้งมือได้ โดยเฉพาะด้านนิ้วหัวแม่มือจะชามากกว่าด้านนิ้วก้อย บางครั้งอาจเกิดอาการปวดข้อมือหรือฝ่ามือได้อาจเป็นเพียงมือเดียวหรือทั้งสองมือก็ได้

เมื่อเกิดอาการปวดชานิ้วมือ คุณแม่ควรหาสาเหตุของอาการที่เกิดขึ้นก่อนว่ากิจกรรมอะไรที่ทำให้คุณแม่รู้สึกชา ปวดตามมือเพราะบางครั้งสามารถป้องกันได้ เช่น ถ้าต้องทำงานกับคอมพิวเตอร์ก็ควรหาที่รองข้อมือเพื่อไม่ให้ข้อมืองอ หรืออาจจะใช้สายรัดช่วยรัดพยุงข้อมือ และควรพักเป็นระยะเพื่อยืดข้อมือด้วยนะคะแต่หากการปวดชานิ้วมือเกิดจากภาวะการตั้งครรภ์ คุณแม่ควรแช่มือในน้ำอุ่น เวลานอนก็พยายามหลีกเลี่ยงการนอนทับมือให้วางมือไว้บนหมอน เพื่อหลีกเลี่ยงการกดทับ หากตื่นขึ้นมาแล้วมีอาการชาและปวดก็สะบัดมือจนกว่าจะรู้สึกดีขึ้น

นอกจากนี้ การฝึกโยคะสามารถช่วยบรรเทาอาการนี้ได้ เนื่องจากเป็นการฝึกมือให้แข็งแรงขึ้น

คุณแม่ไม่ต้องกังวลว่าอาการปวดชาตามนิ้วมือนี้จะไม่หาย เพราะหลังคลอดสักระยะพออาการบวมลดลง ช่องที่บริเวณข้อมือก็จะกลับมากว้างเหมือนเดิม อาการชาก็จะหายไป ถ้าชามากไม่สามารถทำงานได้ ให้บรรเทาด้วยการแช่น้ำอุ่น เพื่อให้การหมุนเวียนของเลือดบริเวณฝ่ามือและข้อมือดีขึ้น จะได้ยุบบวมลง หรือการนวดบริเวณข้อมือและฝ่ามือบ่อยๆ ก็จะทำให้อาการชาดีขึ้นค่ะ แต่หากอาการปวดหรือชาของคุณแม่ไม่ลดลง หรือเจ็บปวดมากขึ้น ควรรีบปรึกษาคุณหมอนะคะ 

อาการเจ็บชายโครงของแม่ตั้งครรภ์

อาการเจ็บชายโครงของแม่ตั้งครรภ์
ช่วงนี้คุณแม่อาจรู้สึกเจ็บชายโครง อาการนี้เกิดจากการขยายตัวของมดลูกไปกดทับกระดูกซี่โครง ทำให้คุณแม่มีอาการเจ็บชายโครงด้านใดด้านหนึ่ง แต่ไม่ต้องตกใจไปนะคะ เพราะอาการนี้ไม่ได้เป็นปัญหาร้ายแรงอะไร และไม่ได้รู้สึกเจ็บตลอดเวลาเพียงแต่รู้สึกเจ็บบ้างเป็นบางครั้งเท่านั้นค่ะ

อาการเจ็บนี้ส่วนใหญ่มักเกิดจากกิจกรรมในชีวิตประจำวันของคุณแม่ ซึ่งสามารถป้องกันการเจ็บชายโครงนี้ได้ ดังนี้

ไม่ควรเปลี่ยนอิริยาบถอย่างรวดเร็ว ควรจะค่อยๆ ขยับและเปลี่ยนท่าทางอย่างช้าๆ เช่น การเปลี่ยนท่าจากนั่งพื้นแล้วยืน ควรจะเปลี่ยนเป็นท่าคลาน แล้วใช้แรงแขน 2 ข้างเกาะแล้วดึงตัวขึ้น ไม่ควรทำท่านั่งยองแล้วยกตัวขึ้น เพราะจะล้มได้ง่ายกว่า

ไม่ควรเดินหรือก้าวเท้าเร็วเกินไป หากไม่จำเป็นจริงๆ คุณแม่ไม่ควรขึ้นบันไดหรือก้าวเท้าขึ้นที่สูงมากๆ รวมถึงงานบ้านต่างๆ ที่อาจจะทำให้เกิดแรงดันในช่องท้อง ก็ควรจะงดเช่นกัน

ควรเลือกเสื้อชั้นในที่พอดีกับหน้าอกที่ขยายขึ้น อย่าทนใส่ขนาดเดิมตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ เพราะยิ่งจะไปเพิ่มการกดทับของกระดูกมากขึ้น และที่สำคัญควรเลือกเสื้อชั้นในที่สวมใส่สบาย ไม่มีโครงมากดทับ

ควรนั่ง ยืน เดินตัวตรง อย่านั่งห่อตัว เพราะจะทำให้มดลูกค้ำยันชายโครงมากขึ้น พยายามนั่งหลังตรง โดยใช้หมอนรองไว้ด้านหลัง เพื่อให้บริเวณใต้อกมีเนื้อที่มากขึ้น

หากเกิดอาการเจ็บชายโครงขึ้นมาขอให้นอนพัก โดยนอนในท่างอตัว เพื่อให้ท้องหย่อน โดยปกติอาการจะหายไปภายใน 10 นาที

อย่างไรก็ตาม คุณแม่บางคนอาจจะมีการเจ็บเสียดบ่อยในขณะที่บางคนไม่ค่อยเกิดอาการนี้ ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน รวมถึงหากเป็นการตั้งครรภ์ครั้งที่ 2 ก็จะเกิดอาการเจ็บเสียดได้ง่ายกว่า เพราะผนังหน้าท้องเริ่มไม่กระชับเหมือนคุณแม่ที่เพิ่งตั้งครรภ์เป็นครั้งแรก หากคุณแม่ยังเจ็บเสียดต่อเนื่อง เป็นๆ หายๆ 4-5 ครั้งติดต่อกัน ขอให้รีบไปพบคุณหมอ เพราะอาจจะเกิดการแท้งหรือการคลอดก่อนกำหนดได้ค่ะ 

ชวนลูกรักความสะอาด


การสร้างสุขนิสัยในการดูแลความสะอาดของตัวเอง เป็นสิ่งที่คุณแม่ต้องให้ความสำคัญในการสอนลูก ซึ่งทำได้โดย....

ให้ลูกเลือกอุปกรณ์เอง- ให้ลูกเลือกอุปกรณ์เกี่ยวกับการทำความสะอาดร่างกายไม่ว่าจะเป็นแปรงสีฟัน แชมพู สบู่ ฟองน้ำขัดตัวด้วยตัวเอง แต่คุณแม่ช่วยดูว่าของทุกชิ้นที่ลูกเลือกเหมาะกับช่วงวัยของลูกจริงๆ เช่น แปรงสีฟันสำหรับเด็ก แชมพู สบู่ที่อ่อนโยนต่อผิวบอบบาง เป็นต้น

มีอุปกรณ์หลากหลาย- ให้ลูกมีแปรงสีฟัน แชมพู สบู่ ที่หลากหลาย เพื่อเป็นตัวเลือกที่เพิ่มความสนุกตื่นเต้นก่อนเริ่มกิจกรรมได้เหมือนกัน รวมทั้งของเล่นหลอกล่อเล็กๆ น้อยๆ ด้วยยามอาบน้ำ เช่น หมวกคลุมเวลาสระผม ถามลูกว่าอยากได้สีไหน และอธิบายสรรพคุณ เช่น "หมวกเอาไว้ใส่เวลาสระผม กันแชมพูเข้าตาลูกไง ลูกอยากได้สีไหนเลือกไปเลย" หรือผ้าคลุมอาบน้ำน่ารักๆ เพื่อจูงใจให้ลูกอยากอาบน้ำ เป็นต้น

ทำเป็นกิจวัตร- ทำให้ลูกคุ้นเคยกับการทำความสะอาดร่างกายเป็นประจำสม่ำเสมอ โดยเลือกเวลาเดิมหรือใกล้เคียงกับเวลาเดิม เช่น อาบน้ำตอนตื่นนอน และก่อนเข้านอนทุกวัน แปรงฟันหลังอาหารทุกครั้ง เป็นต้น

พูดจูงใจแทนการบังคับ- ควรหลีกเลี่ยงการบังคับ หันมาใช้วิธีพูดจูงใจแทน เช่น พูดกับลูกว่า "วันนี้มาลองอาบน้ำด้วยสบู่กลิ่นใหม่ที่ลูกไปเลือกซื้อมาดีไหมจ๊ะ" หรือ "วันนี้ลูกอยากใช้แปรงสีไหนแปรงฟันจ๊ะ" หรือ “มาดูสิว่าหลังจากอาบน้ำแล้วใครตัวหอมกว่ากัน” เป็นต้น ถ้าเขายังไม่อยากทำก็อย่าบังคับ ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปดีที่สุด

ทำเป็นตัวอย่าง - เมื่อถึงเวลาอาบน้ำ แปรงฟัน คุณพ่อคุณแม่อาจพูดขึ้นมาลอยๆ ว่า "กินข้าวเสร็จแล้วต้องแปรงฟัน ไปดูคุณแม่แปรงฟันไหมคะ" จากนั้นก็แปรงฟันให้ลูกดู ลูกจะค่อยๆ จดจำ และอยากทำเหมือนคุณบ้าง ตามลักษณะนิสัยชอบเลียนแบบของวัยนี้

เล่านิทานเรื่องเด็กรักความสะอาด – ช่วยให้ลูกรับรู้ว่าการดูแลความสะอาดร่างกายเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องปฏิบัติ ทุกวัน ฉะนั้นคุณต้องพูดข้อดีให้ลูกเห็นทั้งขณะและหลังทำความสะอาดร่างกายทุกครั้ง

เล่นๆ อาบๆ- เด็กๆ ชอบเล่นน้ำอยู่แล้ว ก็ใช้นำมาเล่น เช่น สายฝนด้วยฝักบัวตัวเอง เล่นอาบน้ำให้ตุ๊กตา เป่าฟองสบู่ ตุ๊กตาฟองน้ำ ฯลฯ ลูกจะสนุกและรู้สึกดีกับเวลาอาบน้ำ

ชมลูก – การพูดชมลูกทุกครั้งที่เขาทำกิจกรรมเสร็จ ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ลูกได้ เช่น อาบน้ำแล้วลูกตัวหอมมาก วันนี้ลูกแปรงฟันได้นาน เก่งจริงฟันลูกสะอาดแข็งแรงแน่ๆ เลย เป็นต้น

หอบหืดในเด็กเกิดจากอะไร


โรคหอบหืดเกิดขึ้นจากหลอดลมของเด็กมีความไวผิดปกติต่อสิ่งกระตุ้น ทำให้หลอดลมหดเกร็งตัวแคบลง เยื่อบุภายในหลอดลมบวมขึ้น และสร้างเมือกเหนียว ซึ่งจะยิ่งทำให้ช่องทางเดินอากาศในหลอดลมแคบลงอีก ทำให้เกิดอาการหอบหืดขึ้น สิ่งกระตุ้นเหล่านี้เช่น โรคหวัด ควันบุหรี่ ฝุ่น ละอองเกสร การออกกำลังกาย ขนสัตว์ เช่น แมวและสุนัข โดยเฉพาะในเด็กเล็กๆ ที่อายุ1-2ปีนั้น โรคหอบหืดมักเกิดตามหลังอาการหวัด ซึ่งเป็นการติดเชื้อไวรัส

ถ้าลูกเป็นโรคหอบหืด มักจะเริ่มต้นด้วยการเป็นหวัด ไอ มีเสมหะ ถ้าไอมากขึ้นเรื่อยๆ ก็มักจะมีเสียงวี้ดๆ ในช่วงหายใจออก เมื่อร่างกายขาดออกซิเจนมากขึ้น ก็เกิดอาการหอบมาก ปากซีดเขียว ใจสั่น บางครั้งการเกร็งตัวของหลอดลมเกิดขึ้นไม่มากนัก ทำให้ลูกมีอาการไม่มากแต่ก็เป็นอยู่เรื่อยๆ เด็กบางคนจะมีอาการไออย่างเดียว อาจจะมีอาการอาเจียนร่วมไปด้วย ซึ่งอาการไอจะดีขึ้น หลังจากที่ได้อาเจียนเอาเสมหะเหนียวๆ ออก

อาการหอบหืดนั้นเป็นได้ตั้งแต่เริ่มต้นไอ อาจจะมีเสียงวี้ดๆ แต่ยังเล่นซนได้ตามปกติ ทานอาหารและนอนเป็นปกติ จนถึงเป็นขั้นรุนแรง เด็กจะกระสับกระส่ายจนนอนไม่ได้ เล่นซนไม่ได้ เหนื่อยหอบจนพูดหรือกินอาหารไม่ได้ หรือรอบริมฝีปากเป็นสีเขียว

เมื่อพบว่าลูกของคุณมีอาการของโรคหอบหืด ควรพาไปพบคุณหมอ เพื่อจะให้ยารักษาโรคหอบหืดมาใช้ คุณแม่สามารถป้องกันอาการโรคหอบหืดของเจ้าตัวน้อยได้โดยการหลีกเลี่ยงสิ่งต่างๆ ที่จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการ เช่น ควันบุหรี่ ฝุ่น ละอองเกสรสัตว์เลี้ยง และอากาศที่เย็น เมื่อเด็กโตขึ้นอาการหอบหืดจะน้อยลงได้ค่ะ

ท้องแข็ง มดลูกหดเกร็งตัวหรือเจ็บท้องเตือน


เมื่อเข้าสู่ช่วงตั้งครรภ์ในระยะเดือนที่ 7-8 คุณแม่ส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าท้องแข็ง เพราะมดลูกเกิดการบีบตัวหรือหดรัดตัวเป็นระยะๆ แล้วหายไป การหดรัดตัวของมดลูกนี้ก็เพื่อเตรียมเข้าสู่ระยะการเจ็บท้องคลอด

ยิ่งใกล้คลอดการหดตัวของมดลูกจะถี่และรุนแรงขึ้น รู้สึกปวดจี๊ดๆ ร่วมด้วย แล้วหายไป อาการแบบนี้คนที่ไม่เคยคลอดมาก่อน อาจจะนึกว่าเป็นการเจ็บท้องคลอดจริงๆ เมื่อไปถึงโรงพยาบาล อาการเจ็บท้องก็หายไป อาการอย่างนี้เรียกว่า “เจ็บเตือน” หรือ “เจ็บหลอก” คุณหมออาจจะตรวจดูแล้วก็ให้กลับบ้านค่ะ

อาการเจ็บเตือน - เป็นอาการที่แสดงว่าคุณแม่ใกล้คลอด โดยปกติจะมีอาการประมาณ 2-4 สัปดาห์ก่อนคลอด บางคนอาจเตือนนานถึง 3-4 วัน คุณแม่สังเกตได้จากระยะเวลาการเจ็บท้องจะไม่แน่นอน ถี่-ห่างไม่สม่ำเสมอ บางรายก็เจ็บติดๆ กันหลายครั้งแล้วก็หยุดเจ็บ การเจ็บไม่สัมพันธ์กับการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อมดลูก มักจะเจ็บบริเวณหัวเหน่ามากกว่าส่วนบนของมดลูก เมื่อลุกเดินจะสบายขึ้น อาการเจ็บมักจะเกิดเป็นพักๆ ที่สำคัญคือไม่มีเลือดหรือมูกปนเลือดออกมาจากช่องคลอด

การเจ็บท้องจริง - จะมีอาการเจ็บอย่างสม่ำเสมอ และเจ็บถี่ขึ้นเรื่อยๆ ถ้าสังเกตจะรู้สึกว่าเริ่มเจ็บที่ส่วนบนของมดลูกก่อน แล้วเจ็บร้าวลงไปข้างล่างท้องแข็งตึง ถ้าเดินหรือเคลื่อนไหวจะเจ็บมากขึ้น ส่วนใหญ่มักมีมูกหรือมูกปนเลือดออกมาทางช่องคลอดมากขึ้นและถ้ามีอาการเจ็บทุกๆ 10 นาทีก็ไปโรงพยาบาลได้แล้วค่ะ

การเจ็บท้องเตือนหรือเจ็บท้องหลอกนี้ เป็นสัญญาณเตือนคุณแม่ว่า ขณะนี้มดลูกเตรียมพร้อมสำหรับการคลอด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะคลอดวันนี้พรุ่งนี้ อาจจะนานเป็นเดือนก็ได้ ซึ่งอาการนี้มีข้อดีคือ ช่วยให้ปากมดลูกอ่อนตัวลง เพิ่มการไหลเวียนโลหิตไปที่รก ทำให้คุณแม่พร้อมรับสถานการณ์ระหว่างคลอดได้ดีขึ้นค่ะ

รู้ทันอาการชักของลูก


เด็กอายุ ก่อน 3 ขวบ มักพบอาการชักได้บ่อย เพราะสมองของเด็กยังมีการพัฒนาไม่เต็มที่ จึงมีความไวต่อการกระตุ้นจากอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้น ส่วน ใหญ่อาการชักมักเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว (เกิน 39 องศาเซลเซียส) และมักเกิดในวันแรกหรือวันที่ 2 ของการมีไข้ ซึ่งเด็กจะมีอาการเกร็งทั้งตัว ตาเหลือก กัดฟันและลิ้น แขนขากระตุกทั้ง 2 ข้าง ซึ่งกินเวลาประมาณ 1-3 นาที ช่วงนี้อาจมีน้ำลายฟูมปากหรือริมฝีปากและปลายมือปลายเท้ามีสีคล้ำเขียวได้

ในรายที่ชักเป็นเวลานาน หลังหยุดชักแล้วเด็กมักจะหลับหรือสะลึมสะลือไปชั่วครู่ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องตั้งสติดีๆ แล้วรีบปฐมพยาบาลให้ลูก โดย…

จับลูกนอนหงายและตะแคงศีรษะไปด้านข้างให้ระดับ ต่ำเล็กน้อยเพื่อให้น้ำลาย เสมหะ หรืออาหารไหลออกมาได้สะดวก ป้องกันไม่ให้สำลักเข้าไปอุดตันในหลอดลม และควรระวังไม่ให้ลูกได้รับอันตรายอื่นๆ จากการตกหรือล้มในขณะชักด้วย

คลายเสื้อผ้าที่อาจทำให้ร่างกายลูกอึดอัดออก

ป้องกันลูกกัดลิ้นตัวเองด้วยการใช้ผ้าพันปลาย ช้อน ปากกา หรือม้วนผ้าเป็นก้อน ใส่เข้าไปในปากวางบนลิ้น แต่ถ้าลูกเกร็งและกัดฟันแรงมาก อย่าใช้กำลังงัดปากลูกในทันที เพราะอาจเกิดอันตรายได้

ไม่ควรเขย่าหรือตีเพื่อให้ลูกรู้สึกตัวเพราะจะทำให้ลูกชักมากขึ้น

ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นโปะไว้ตามข้อพับแขนขาและค่อย เช็ดตัวลูกด้วยน้ำอุ่นในทิศทางที่ย้อนเข้าหาหัวใจ เพื่อเป็นการเปิดรูขุมขน ให้ความร้อนสามารถระบายออกได้

ขณะลูกชัก ห้ามป้อนสิ่งใดเข้าทางปากลูกโดยเด็ดขาดแม้กระทั่งยาลดไข้ เพราะอาจทำให้สำลักได้

เมื่ออาการชักสงบแล้วรีบพาลูกไปพบแพทย์ที่ใกล้บ้านที่สุด เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด

การรีบปฐมพยาบาลและพาลูกไปพบแพทย์อย่างทันท่วงที จะช่วยลดผลกระทบที่เกิดจากอาการชักที่มีต่อสมองของลูกน้อยได้มากขึ้นค่ะ

เมื่อลูกน้อยท้องเสีย




อาการท้องเสีย คือ การถ่ายอุจจาระเป็นน้ำมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน หรือถ่ายเป็นมูกเลือด อาการท้องเสีย เกิดจากเชื้อไวรัส อาการเริ่มต้นนั้น เด็กจะมีอาการถ่ายเหลว บางคนอาจเป็นน้ำ และอาจมีไข้หรืออาเจียนร่วมด้วย และเมื่อเป็นแล้วอาการท้องเสียจะไม่หายทันที ถึงแม้จะไปพบแพทย์ได้รับการรักษาหรือได้กินยาตามสั่งแล้วก็ตาม อาจจะมีถ่ายเหลวอยู่อีก 3-5 วัน คุณแม่ไม่ต้องกังวลใจว่า ทำไมท้องเสียของลูกน้อยจึงไม่หายเสียที เพราะอาการต่างๆจะค่อยๆ ดีขึ้นทีละน้อยเมื่อเวลาผ่านไป เพราะระบบภูมิคุ้มกันกำลังจัดการกับเชื้อไวรัสอยู่ และจะหายได้เองภายใน 5-7 วัน ระหว่างนี้คุณแม่ควรให้การดูแลรักษาตามอาการ ดังนี้

ควรทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่เสียไปทางอุจจาระ โดยให้น้ำเกลือผง ORS ดื่มแทนน้ำ ตามปริมาณอุจจาระที่เสียไป เมื่อผสมแล้วควรใช้ภายใน 1 วัน

ไม่จำเป็นต้องงดอาหาร เพราะจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารและพลังงาน แต่ควรให้รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย งดผักผลไม้และอาหารมันๆ

ไม่ควรให้ยาแก้ท้องเสีย เพราะจะทำให้ลำไส้หยุดทำงาน ลูกจะท้องอืดและเชื้อโรคยังคงค้างอยู่ในลำไส้ ทำให้ไม่หายจากโรคเสียที

คุณแม่สามารถป้องกันลูกน้อยไม่ให้ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงและเกิดท้องเสียได้โดย ให้ลูกรับประทานอาหารสุก สะอาด หมั่นทำความสะอาดของเล่นของลูกอยู่เสมอ เพียงเท่านี้คุณแม่ก็สามารถดูแลลูกให้ไกลจากโรคท้องเสียได้แล้วค่ะ

ไส้เลื่อนในเด็ก

ไส้เลื่อนในเด็ก
โรคบางโรคที่เกิดขึ้นกับผู้ใหญ่ ก็สามารถเกิดขึ้นได้กับเด็กเหมือนกัน อย่างเช่น โรคไส้เลื่อน ซึ่งคือ ภาวะที่อวัยวะในช่องท้องเลื่อนลงไปในส่วนถุงของเยื่อบุช่องท้องซึ่งยื่นออกมาตรงขาหนีบ โดยปกติแล้วอัณฑะเกิดขึ้นในบริเวณด้านหลังของช่องท้อง ในการเคลื่อนที่ของอัณฑะลงมาที่ถุงอัณฑะนี้จะมีการดึงรั้งให้เยื่อบุช่องท้องซึ่งคลุมด้านหน้าของอัณฑะเคลื่อนที่ตามอัณฑะออกมาด้วย อัณฑะจะลงไปในถุงอัณฑะสมบูรณ์เมื่อทารกในครรภ์อายุประมาณ 8 เดือน หลังจากนั้นรูที่เกิดขึ้นจากถุงของเยื่อบุช่องท้องที่ยื่นออกมานี้ก็จะมีการปิดตัวและสลายไป การคงอยู่ของช่องทางซึ่งควรจะปิดได้ตามธรรมชาตินี้เองที่เป็นต้นเหตุของโรคไส้เลื่อนและโรคถุงน้ำที่อัณฑะตามมา ไส้เลื่อนในเด็กเกิดได้ในทุกช่วงอายุ พบว่าเด็กผู้ชายมีโอกาสเป็นไส้เลื่อนได้มากกว่าเด็กผู้หญิง และเกิดขึ้นในข้างขวามากกว่าข้างซ้ายค่ะ

เมื่ออวัยวะภายในโดยเฉพาะลำไส้เคลื่อนที่เข้าออกผ่านมาในรูดังกล่าวก็จะทำให้เกิดเป็นก้อนที่บริเวณหัวเหน่า ซึ่งมักจะยุบเข้าออกได้ อันตรายของไส้เลื่อนจะเกิดขึ้นเมื่อลำไส้เคลื่อนที่ลงมาในถุงไส้เลื่อนและมีการติดค้างของขดลำไส้ภายในสถานที่อันจำกัดของขาหนีบ จะทำให้เกิดการอุดกั้นของเลือดที่ไปเลี้ยงลำไส้ในส่วนที่ติดคา จนอาจจะทำให้ลำไส้เน่าตายได้

อาการของเด็กที่เป็นไส้เลื่อน พบว่าจะมีก้อนบริเวณเหนือขาหนีบและข้างหัวเหน่าเข้าๆ ออกๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเบ่ง ไม่ว่าจะเป็นการเบ่งอุจจาระ ปัสสาวะ ไอ หรือร้องไห้ก็ตาม ก้อนที่ออกมาจะยุบหายไปหมดเมื่อเด็กนอนหลับ คุณแม่สามารถตรวจก้อนนี้ได้โดยสังเกตเวลาลูกไอหรือเบ่ง ก็จะเห็นว่าเป็นก้อนนูนจากข้างหัวเหน่าบางครั้งคุณแม่ก็สามารถดันก้อนไส้เลื่อนกลับเข้าไปในช่องท้องได้แต่หากไส้เลื่อนขาหนีบติดคา เด็กจะร้องกวนเนื่องจากความเจ็บปวด ร่วมกับมีอาการอาเจียน สามารถตรวจพบก้อนนูนที่บริเวณขาหนีบข้างที่เป็นไส้เลื่อนติดคา จะเจ็บเมื่อคลำบริเวณก้อน

การรักษาไส้เลื่อนที่ดีที่สุดก็คือการผ่าตัด เมื่อสงสัยว่าลูกน้อยป่วยเป็นไส้เลื่อน สิ่งที่คุณแม่ทำได้ก็คือ ควรรีบพาเด็กมาพบศัลยแพทย์เพื่อตรวจและผ่าตัดรักษา เพื่อป้องกันการเกิดภาวะไส้เลื่อนติดคา ซึ่งเป็นอันตรายต่อลูกได้ค่ะ

อาการปอดบวมของลูก

อาการปอดบวมของลูก
โรคปอดบวม คือการติดเชื้อที่ปอดทำให้มีหนองที่ปอด ปอดไม้สามารถเปลี่ยนฟอกก๊าซออกซิเจนได้ ร่างกายจึงอาจขาดออกซิเจน ทำให้เสียชีวิตได้ มักพบในเด็ก สามารถติดต่อได้ทางการหายใจ น้ำมูก น้ำลาย และใช้ของร่วมกัน เป็นโรคที่ควรระวัง เพราะเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของกลุ่มโรคติดเชื้อในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ

อาการของโรคไม่แตกต่างจากโรคทางเดินหายใจอื่นๆ แต่ให้สงสัยว่าอาจเป็นโรคปอดบวม หากลูกมีอาการนี้คือ มีไข้สูง หรือมีไข้พร้อมอาการสั่น หรือมีไข้เกิน 3 วัน และหากมีอาการไออย่างรุนแรง ไอมีเสมหะ หรือมีเลือดออกมากับเสมหะ หายใจลำบาก และอ่อนเพลีย ให้รีบพาลูกไปพบแพทย์

คุณแม่สามารถป้องกันลูกน้อยไม่ให้เป็นโรคปอดบวมได้ โดยการหลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานที่ชุมชนซึ่งมีผู้คนจำนวนมาก และหากลูกกำลังเป็นไข้หวัดอยู่ ก็ควรให้ลูกพักผ่อนอย่างเพียงพอ กินอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำมากๆ เช็ดตัวลดไข้ และกินยาตามอาการ เพื่อลดโอกาสในการเกิดภาวะแทรกซ้อน เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคปอดบวมค่ะ

แม่ตั้งครรภ์เจ็บเต้านม


ความรู้สึกเจ็บคัดเต้านมของคุณแม่ตั้งครรภ์ เกิดขึ้นเนื่องจากร่างกายของคุณแม่เริ่มปรับสภาพให้เข้ากับระดับฮอร์โมนที่กำลังเปลี่ยนแปลงอยู่ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้เองจะทำให้เต้านมไวต่อความรู้สึกและมีอาการเจ็บคัดเต้านม เช่นเดียวกับอาการหลายอย่างที่มาพร้อมกับการตั้งครรภ์

เมื่อครรภ์เริ่มใหญ่ขึ้น เต้านมก็จะคัดตึงยิ่งขึ้น หัวนมซึ่งเดิมเคยเป็นสีชมพูจะเป็นสีคล้ำขึ้นและใหญ่ขึ้น บริเวณสีคล้ำรอบหัวนมซึ่งเดิมเคยเล็ก ก็จะขยายใหญ่ขึ้นบางครั้งอาการเจ็บคัดเต้านมอาจเกิดขึ้นเนื่องจากเต้านมของคุณแม่มีขนาดใหญ่ขึ้นค่อนข้างรวดเร็วเนื่องจากต่อมน้ำนมมีขนาดใหญ่ขึ้นและปริมาณเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงเต้านมก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

บางครั้งการสวมชุดชั้นในที่มีขนาดไม่เหมาะสมก็อาจทำให้รู้สึกเจ็บคัดเต้านมได้เช่นกัน ในคุณแม่ตั้งครรภ์บางคนจะมีก้อนต่อจากเต้านมไปยังรักแร้ด้วย หรือมีก้อนนูนๆ ใต้รักแร้ แต่ไม่ต้องตกใจนะคะก้อนที่คลำได้นั้นส่วนใหญ่จะเป็นหางของเต้านมที่เจริญเติบโตขึ้นนั่นเองค่ะ

แม้ว่าอาการเจ็บเต้านมจะไม่สามารถป้องกันได้ แต่สามารถบรรเทาอาการเจ็บนี้ได้ ด้วยการเปลี่ยนมาใช้เสื้อชั้นในที่ทำจากผ้าฝ้าย ทำให้สวมใส่สบาย และใส่ให้มีขนาดพอดีกับเต้านมที่ขยายขึ้น จะได้อุ้มน้ำหนักเต้านมได้ดี ซึ่งอาการเจ็บเต้านมนี้จะดีขึ้น ภายหลังจากที่คุณแม่คลอดลูกและได้ให้นมเจ้าตัวเล็กค่ะ

เมื่อลมพิษเล่นงานลูก

เมื่อลมพิษเล่นงานลูก
หากลูกมีอาการเป็นผื่นบวม นูนแดง มีขอบเขตที่ชัดเจน และคัน ตั้งแต่คันน้อยจนถึงคันมาก เมื่อกดบริเวณที่เป็น ผื่นแดงจะจางหายไปได้ แต่ถ้าปล่อยก็จะแดงขึ้นมาอีก นั่นก็แสดงว่าลูกน้อยเป็นลมพิษค่ะ

สาเหตุของลมพิษในเด็ก
ติดเชื้อ พบว่า การติดเชื้อไวรัสทำให้เด็กเกิดลมพิษ เป็นสาเหตุที่พบบ่อยมาก เด็กอาจจะมีไข้ร่วมด้วย หรือบางครั้งอาจจะไม่มีไข้เลยก็ได้ นอกจากนี้ยังรวมถึงการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น เชื้อที่ทำให้เกิดคออักเสบ หรือเชื้อโรคต่างๆ ก็ทำให้เกิดลมพิษขึ้นได้

ยา พบว่ายาบางชนิดสามารถกระตุ้นให้ปล่อยสารบางอย่าง ทำให้เกิดลมพิษได้

อาหาร โดยอาการมักจะเกิดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมง หลังรับประทานอาหารนั้นๆ แต่ถ้าแพ้รุนแรง ก็มักจะเกิดขึ้นภายใน 30 นาที หรือหลังรับประทานอาหารชนิดนั้นทันที ซึ่งอาหารที่พบบ่อย ได้แก่ นมวัว ไข่ อาหารทะเล สีผสมอาหาร และผงชูรส

แมลง ยุง และมดกัดต่อย หรือพืชบางชนิด เป็นสาเหตุที่พบบ่อยเช่นกัน

หากพบว่าลูกน้อยเป็นลมพิษ ถ้าคุณแม่ควรหาสาเหตุที่กระตุ้นให้เกิดลมพิษ และหยุดการใช้ยาหรือการรับประทานอาหารที่เป็นสาเหตุ ถ้ายังไม่หายดีควรไปพบคุณหมอ เพื่อจะพิจารณาที่จะให้ยาแก้แพ้ในการรักษา ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าเป็นอาการลมพิษที่เกิดจากสาเหตุอะไรค่ะ

เมื่อไข้เลือดออกเล่นงานลูก

เมื่อไข้เลือดออกเล่นงานลูก
โรคไข้เลือดออกเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากยุงลายตัวเมียบินไปกัดคนที่ป่วยเป็นไข้เลือดออก โดยเฉพาะช่วงที่มีไข้สูง เชื้อไวรัสแดงกีที่เป็นตัวการของโรคนี้ จะเพิ่มจำนวนในตัวยุงประมาณ 8-10 วัน เชื้อไวรัสแดงกี่จะไปที่ผนังกระเพาะและต่อมน้ำลายของยุง เมื่อยุงกัดคนก็จะแพร่เชื้อสู่คน เชื้อจะอยู่ในร่างกายคนประมาณ 2-7 วันในช่วงที่มีไข้ หากยุงกัดคนในช่วงนี้ก็จะรับเชื้อไวรัสมาแพร่ให้กับคนอื่น ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นเด็ก โรคนี้ระบาดในฤดูฝน ยุงลายชอบออกหากินในเวลากลางวันตามบ้านเรือน และโรงเรียน ชอบวางไข่ตามภาชนะที่มีน้ำขัง เช่น ยางรถยนต์ กะลา กระป๋อง จานรองขาตู้กับข้าว แต่ไม่ชอบวางไข่ในท่อน้ำ ห้วย หนอง คลอง บึง

อาการของไข้เลือดออกไม่จำเพาะ อาการมีได้หลายอย่าง ในเด็กอาจจะมีเพียงอาการไข้และผื่น ในผู้ใหญ่อาจจะมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดตามตัว ปวดกระบอกตา ปวดกล้ามเนื้อ ซึ่งได้การรักษาช้า ผู้ป่วยอาจจะเสียชีวิต

ลักษณะที่สำคัญของไข้เลือดออก คือ...
ไข้สูงเฉียบพลันประมาณ 2-7 วัน

เบื่ออาหาร หน้าแดง ปวดศีรษะ ร่วมกับอาการคลื่นไส้อาเจียน และมีอาการปวดท้องร่วมด้วย

บางรายอาจจะมีจุดเลือดสีแดงออกตามลำตัว แขนขา อาจจะใรเลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน และถ่ายอุจจาระเป็นสีดำเนื่องจากเลือดออกในทางเดินอาหาร และอาจจะมีภาวะช็อค

ในรายที่ช็อคจะสังเกตเมื่อไข้ลงผู้ป่วยกลับแย่ลง ซึม มือเท้าเย็น เหงื่อออก หมดสติ และอาจจะเสียชีวิต

การดูแลรักษา
ยังไม่มีการรักษาเฉพาะสำหรับโรคไข้เลือดออก การรักษาเพียงประคับประคองไปตามอาการอย่างใกล้ชิด ดังนี้

ดูแลเช็ดตัวหรือให้กินยาลดไข้ (พาราเซตามอลเท่านั้น) ห้ามกินยาแอสไพรินหรือยาในกลุ่มลดไข้สูง เนื่องจากมีผลทำให้เลือดออกง่ายขึ้น เพราะยากลุ่มนี้มีผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือด ซึ่งเป็นกลไกสำคัญเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือดในร่างกาย ในบางรายอาจทำให้เกล็ดเลือดต่ำลง หรือทำงานผิดปกติ เลือดจะออกไม่หยุดและเสียชีวิตได้

ให้ลูกกินอาหารตามปกติและพักผ่อนอย่างเพียงพอ โดยเลือกอาหารอ่อนๆ ที่ดูดซึมง่าย เช่น ข้าวต้ม นม น้ำหวาน น้ำผลไม้ เป็นต้น ถ้าลูกยังทานได้ดี วิ่งเล่นได้ ก็สามารถปฐมพยาบาลที่บ้านได้ แต่หากลูกกินไม่ได้ แล้วมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ซึมลง หรือมีอาการเลือดออกด้วย ก็ควรพาไปพบแพทย์โดยเร็ว

หินปูนที่ฟันลูก

คุณแม่ลองสังเกตฟันของเจ้าตัวน้อยดูนะคะว่าเริ่มจะมีสีเหลืองๆ ที่ฟันหน้าบ้างหรือเปล่า ถ้าพบว่ามี ก็ต้องดูให้แน่ใจว่าสีเหลืองที่เห็นนั้น เป็นสีเนื้อฟันหรือฟันของลูกมีคราบหินปูนกันแน่ ถ้าเป็นคราบหินปูน คุณแม่ต้องพาลูกไปตรวจฟันอย่างละเอียดค่ะ

การที่จะขจัดคราบนมที่ติดตามฟันของเด็กวิธีที่ดีที่สุดคือ การแปรงฟันค่ะ โดยคุณแม่พยายามทำให้การแปรงฟันเป็นเรื่องสนุก ลูกจะได้ให้ความร่วมมือด้วยดี แต่หากไม่สามารถขจัดคราบหินปูที่เกิดขึ้นได้ คุณแม่ควรพาลูกน้อยไปพบทันตแพทย์เพื่อจะได้ช่วยขจัดคราบที่ฟันให้ พร้อมทั้งให้คำแนะนำการดูแล รักษาความสะอาดสุขภาพของฟันและภายในช่องปากที่ถูกวิธีต่อไป

มีคำแนะนำจากทันตแพทย์ว่าคุณแม่ควรพาลูกๆ ไปพบทันตแพทย์ตั้งแต่ในช่วงขวบปีแรก หรือช่วงที่ฟันน้ำนมเพิ่งขึ้น การมาพบในช่วงขวบปีแรกไม่ได้หมายความว่าจะต้องมาทำฟันเสมอไป แต่เป็นการมาตรวจช่องปากว่ามีความผิดปกติไหม การดูแลช่องปากของพ่อแม่ที่ดูแลให้ลูก ทำได้ถูกต้องตามหลักทันตสาธารณสุขหรือเปล่า เพื่อป้องกันไม่ให้เขาเกิดโรคต่อไปในอนาคต

อีกทั้ง ปัญหาฟันผุในเด็กเป็นสิ่งที่ลุกลามได้รวดเร็วมาก เนื่องจากเนื้อฟันน้ำนมของเด็กจะบาง เมื่อผุจึงลุกลามถึงโพรงประสาทฟันได้ง่าย ดังนั้น หากสามารถพามาพบทันตแพทย์ได้ตั้งแต่ต้น จะเป็นการ "ป้องกัน" ที่ดีที่สุด เพราะทันตแพทย์จะสามารถอธิบายวิธีทำความสะอาดฟันของลูกที่ถูกต้อง ตลอดจนแนะนำวิธีเลิกนมขวด หนึ่งในต้นตอปัญหาฟันผุในเด็กด้วยค่ะ

ปากมดลูกเปิดคืออะไร

เมื่อใกล้กำหนดคลอด คุณแม่ทุกคนจะกังวลว่าจะได้คลอดตามที่คุณหมอนัดไว้หรือไม่ หากฉุกเฉินต้องคลอด อาจจะทำให้เตรียมตัวไม่ทัน คงจะดีไม่น้อยหากคุณแม่ได้ทราบอาการเตือนก่อนจะคลอดว่าเป็นอย่างไร ซึ่งอาการก่อนคลอดในคุณแม่แต่ละคนจะไม่เหมือนกัน บางคนพอมีอาการแล้วก็คลอดเลยบางคนอาจใช้เวลานานถึงจะคลอด แต่อาการใกล้คลอดของคุณแม่ทุกคนจะใกล้เคียงกัน นั่นคือ มีมูกเลือดออกทางช่องคลอด เจ็บท้องเตือน มีน้ำเดิน และที่สำคัญก็คือ ปากมดลูกเปิด

ปากมดลูกเป็นตัวแปรสำคัญมากที่จะกำหนดว่าคุณแม่จะคลอดง่ายหรือยาก หากปากมดลูกยังแข็ง ไม่เปิด แม้จะมีการหดรัดตัวของมดลูก การคลอดก็เป็นไปได้ยากค่ะ ปกติปากมดลูกของคุณแม่ตั้งครรภ์จะมีมูกเลือดปิดกั้นอยู่ เพื่อป้องกันเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม

เมื่อใกล้คลอด ปากมดลูกเริ่มเปิดและขยายทำให้มูกและเลือดที่บริเวณปากมดลูกไหลออกมาทางช่องคลอด และเส้นเลือดที่บริเวณปากมดลูกมีการแตก ทำให้มีเลือดออกมาพร้อมมูกเป็นสัญญาณเตือนว่าใกล้เวลาที่ลูกน้อยจะลืมตาแล้ว

เมื่อแม่เข้าสู่ระยะการคลอดจะต้องมีการเปิดของปากมดลูกอย่างน้อย 1 เซนติเมตรต่อชั่วโมง การคลอดโดยธรรมชาตินั้น จะแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ..

ระยะเฉื่อย ช่วงนี้ปากมดลูกเปิดประมาณ 3 เซนติเมตร

ระยะเร่งคุณแม่จะปวดท้องมากขึ้น เพราะการหดรัดตัวของมดลูกจะแรงและถี่ขึ้น ช่วงนี้ปากมดลูกเปิดประมาณ 4-8 เซนติเมตร

ระยะปรับเปลี่ยนปากมดลูกจะเปิด 8-10 เซนติเมตร เพื่อให้หัวเด็กโผล่ออกมาที่ปากมดลูก และสามารถเข้าสู่กระบวนการเบ่งคลอดได้แล้วค่ะ

หากคุณแม่ถึงกำหนดคลอดแล้ว แต่ปากมดลูกยังไม่เปิดหรือเปิดน้อย คุณหมออาจจะทำการเร่งคลอดซึ่งมีหลายวิธี เพื่อให้ปากมดลูกเปิด คุณแม่ไม่ต้องกลัวนะคะ เพราะกรรมวิธีในการเร่งคลอดนั้นมีความปลอดภัย โดยคุณหมอจะพิจารณาจากความพร้อมในการคลอดตามธรรมชาติของคุณแม่ และสุขภาพของทารกในครรภ์ค่ะ

ดูแลการนอนของลูก


ปัญหาการนอนของเด็กที่พบบ่อยๆ คือหลับยาก เพราะในช่วงวัย 2 ขวบนี้มักมีความกังวลกับการแยกจากคุณพ่อคุณแม่ หรือเกิดจากการนอนกลางวันที่ยาวมาถึงหัวค่ำ ทำให้เวลาเข้านอนไม่ง่วง การเล่นที่ตื่นเต้นก่อนนอน มักต้องให้คุณแม่ช่วยอุ้มกล่อมเขย่า หรือติดดูดนมก่อนหลับ นั่นคือลูกหากพ่อแม่ตอบสนองต่อเด็กมากเกินไปด้วยการเข้าไปอุ้ม กล่อม หรือให้ดูดนมทุกครั้งที่เด็กร้อง ทำให้เด็กติดและไม่สามารถหลับได้ด้วยตัวเอง

คุณแม่ควรบอกกับลูกอย่างหนักแน่นว่าต้องนอน หากลูกไม่ยอมคุณแม่ควรใจแข็งและนอนไปเลยค่ะ โดยช่วงก่อนเข้านอนต้องเป็นเวลาที่ผ่อนคลาย ไม่ให้ลูกเล่นอะไรผาดโผนตื่นเต้น อาจจะเล่านิทานที่มีเนื้อหาเบาๆ ผ่อนคลายก็ได้ จะช่วยให้ลูกหลับได้เร็วขึ้น และควรหลีกเลี่ยงการนอนหลัง 4 โมงเย็น และพาเข้านอนประมาณ 2 ทุ่ม ซึ่งถ้าลูกกลัวการแยกจาก ก็ให้เด็กนอนในมุมที่พอจะมองเห็นคุณแม่ หรือไม่ไกลกันมาก ให้ลูกมีความมั่นใจว่าเราไม่ไปไหนค่ะ

การที่ลูกน้อยได้นอนหลับอย่างมีคุณภาพจะส่งผลดีต่อการเรียนรู้ สมาธิ ความจำ และการตัดสินใจ มีผลต่อพัฒนาการทางอารมณ์ ส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้สมบูรณ์ นอกจากนี้หากลูกนอนน้อยจะกระทบต่อการหลั่งของฮอร์โมนเพื่อการเจริญเติบโตของลูกได้ค่ะ

การดูแลสุขภาพของลูก เดือนที่ 23

เดือนที่ 23
สอนลูกดูแลฟัน
สุขอนามัยในช่องปากเป็นเรื่องสำคัญของเด็กวัยนี้มากทีเดียว เพราะนอกจากจะเป็นวัยที่ฟันน้ำนมค่อยๆ ทยอยขึ้นจนเกือบครบ เป็นวัยที่ลูกเริ่มเรียนรู้ที่จะดูแลสุขอนามัยของตัวเองได้แล้ว ที่สำคัญยังเป็นวัยที่ลูกเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุได้ง่ายจากขนมและน้ำอัด ลมหวานๆ อีกด้วย ด้วยเหตุนี้คุณแม่ถึงต้องเอาใจใส่กับสุขอนามัยช่องปากของลูก เพื่อสร้างพื้นฐานที่ดีในการดูแลช่องปากและฟันให้ลูกต่อไป วิธีหนึ่งก็คือการสอนให้ลูกรักรู้จักแปรงฟันน้ำนมอย่างถูกวิธี

เริ่มต้นด้วยการให้คุณแม่เลือกแปรงสีฟันขนาดพอเหมาะกับช่องปากของลูก ขนแปรงไม่แข็งจนเกินไป ส่วนยาสีฟัน ให้เลือกยาสีฟันสำหรับเด็กโดยเฉพาะ ใช้ขนาดเท่าเม็ดถั่วเขียวใช้ในกรณีที่ลูกสามารถบ้วนน้ำได้แล้ว แต่ถ้าลูกเล็กยังบ้วนน้ำไม่ได้ก็ยังไม่ต้องใช้ค่ะ

แปรงฟันน้ำนมให้ถูกวิธี
ให้คุณแม่จับมือลูกไว้ แล้ววางขนแปรงทั้งหมดบริเวณผิวฟัน โดยขนแปรงตั้งฉากกับแกนฟัน ขนแปรงแถวริมจะครอบคลุมขอบเหงือกเพียงเล็กน้อย

ให้คุณแม่ค่อยๆ ขยับขนแปรงไป-มาในแนวนอนเพียงทิศทางเดียว และแปรงช่วงสั้นๆ ไม่เกิน 0.5 เซนติเมตร ขนแปรงบางส่วนจะสอดเข้าซอกฟัน

เวลาขยับด้ามแปรงต้องออกแรงกดนิดหนึ่ง เพื่อให้ขนแปรงสามารถขจัดคราบจุลินทรีย์ เศษอาหารที่อยู่ระหว่างซี่ฟันและในร่องเหงือกออกได้ เวลาแปรงฟันกรามให้ถูแปรงไป-มา เป็นช่วงสั้นๆ ระยะ 0-0.5 เซนติเมตร

การแปรงฟันแบบนี้เหมาะกับฟันน้ำนมของเด็ก มากกว่าวิธีแปรงแบบผู้ใหญ่ที่ต้องทำมุม 90 องศาปัดขึ้นปัดลง เพราะขนแปรงจะไม่สามารถสอดเข้าซอกฟันและร่องเหงือกได้ อีกทั้งยังทำให้เหงือกร่นและคอฟันสึกได้มากกว่าค่ะ ที่สำคัญ วิธีแปรงฟันน้ำนมนี้ ลูกหัดทำเองได้ไม่ยาก เพียงแต่คุณแม่ต้องคอยดูแลให้ลูกแปรงเป็นช่วงสั้นๆ และให้ถึงคอฟันเท่านั้นเอง จากนั้นก็สำรวจดูอีกครั้งหากเห็นว่ายังไม้สะอาดนัก คุณแม่ควรช่วยลูกแปรงอีกครั้ง เพื่อให้ฟันและช่องปากสะอาดที่สุด