วันศุกร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2557

พัฒนาการของลูกน้อย เดือนที่ 26

เดือนที่ 26
หนูน้อยยังคงเป็นจอมสำรวจตัวน้อยที่พร้อมจะเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว ทั้งจากการเลียนแบบ (สังเกต จดจำ และทำตาม) และการเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมๆ ที่เคยเกิดขึ้น ที่สำคัญลูกเรียนรู้จากการเล่นมากขึ้นด้วย...มาดูพัฒนาการ 360° อัจฉริยะรอบด้านของลูกน้อยเดือนนี้กันค่ะ

ฉลาดเรียนรู้
ลูกเริ่มเข้าใจความแตกต่างระหว่างสิ่งเดียวกับหลายสิ่งแล้ว ซึ่งคุณแม่สามารถสอนให้ลูกรับรู้เรื่องจำนวน 1 และ 2 ได้แล้ว โดยอาจหาโปสเตอร์หรือหนังสือที่สอนเรื่องจำนวนมาเปิดให้ลูกดูภาพ เพื่อเชื่อมโยงตัวเลขกับจำนวน

เริ่มเข้าใจเรื่องเวลาและตอบสนองต่อคำว่า “เดี๋ยวเดียว” “รอแป๊บหนึ่งนะลูก” ได้แล้ว

ลูกสามารถช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น เช่น ใส่ถุงเท้าเอง สวมเสื้อเอง เป็นต้น คุณแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้ทำ และฝึกฝนด้วยตัวเอง เพื่อเตรียมความพร้อมให้เมื่อลูกถึงวัยเข้าเนิร์สเซอรี่หรือโรงเรียนอนุบาลในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ลูกจดจำเรื่องราวต่างๆ ได้นานขึ้น

ฉลาดเคลื่อนไหว
ลูกสามารถทรงตัวด้วยขาข้างเดียวได้แป๊บหนึ่ง เดินขึ้นบันไดได้แต่ยังสลับเท้าไม่ได้ กระโดดสองขาพร้อมกันได้ดีขึ้น

ชอบเล่นโยนรับลูกบอลหรือเตะบอล

ลูกเรียนรู้ที่จะใช้มือหมุนลูกปิดเพื่อเปิดและปิดประตูได้เอง

เคลื่อนไหวนิ้วมือได้อิสระมากขึ้นและชอบขีดเขียนกระดาษ สามารถเขียนเส้นโค้งได้หากคุณแม่เขียนให้ดู กระดาษและดินสอสีเป็นของเล่นสามัญประจำวัย ที่จะช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก เพื่อเตรียมความพร้อมให้ลูกสำหรับการหัดเขียนเมื่อเขาถึงวัยที่ต้องเข้าโรงเรียน

ฉลาดสื่อสาร
หากที่ผ่านมาคุณแม่สอนให้ลูกรู้จักใช้คำสรรพนามเรียกแทนตัวเองว่า ฉัน เรียกคนอื่นว่า เธอ ลูกก็จะจดจำและนำมาพูดตามได้

บอกความต้องการของตัวเองได้มากขึ้น เช่น หิวข้าว หิวน้ำ ร้อน หรือชวนเล่น

อย่างที่บอกว่าลูกสามารถเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ ได้เฉลี่ยวันละ 2 คำ คุณแม่จึงไม่ควรปล่อยให้โอกาสนี้ผ่านเลยไปอย่างน่าเสียดาย

วิธีการส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษาให้ลูกวัยนี้ เช่น การสอนให้ลูกพูดคำสั้นๆ ที่มีความหมายจากสิ่งรอบๆ ตัว ชี้ให้ลูกดูส่วนต่างๆ ของใบหน้าและร่างกาย ร้องเพลงและทำท่าประกอบให้ลูกทำตาม และสอนให้ลูกรู้จักทักทาย ใช้คำ ขอบคุณ เมื่อมีคนให้ของ และขอโทษเมื่อทำผิด

นอกจากนี้ การเล่านิทานประกอบภาพหรือท่าทาง ไม่เพียงช่วยให้ลูกสนุก ได้เรียนรู้ภาษาแต่ยังเสริมสร้างสติปัญญาและการเรียนรู้อีกด้วย

ฉลาดด้านอารมณ์
มีความเป็นตัวเองและยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง อยากได้อะไรก็ต้องได้

ลูกวัยนี้จะรักและติดแม่มาก และมักจะกลัวความมืด หรือเสียงดังๆ ซึ่งความกลัวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการจินตนาการของลูกได้ดีทีเดียว

ลูกยังชอบที่จะทดสอบความสามารถของตัวเองด้วยการ ปฏิเสธตลอดเวลาเหมือนเช่นที่ผ่านมา คุณแม่อย่าเพิ่งเบื่อหน่ายไปก่อนนะคะ พยายามมองโลกในแง่บวกเข้าไว้ว่าลูกกำลังบ่มเพาะตัวตนของเขาอยู่ ถ้าการพูด “ไม่” ของลูกไม่ใช่เรื่องหนักหนาเกินไปปล่อยผ่านบ้างก็ได้ค่ะ

ลูกยังไม่พร้อมจะเล่นกับเด็กอื่นเท่าไรแต่พอใจที่จะเล่นอยู่ใกล้ๆ มากกว่า และยังไม่ยอมแบ่งของเล่น ซึ่งเรื่องนี้คุณแม่ต้องค่อยๆ ปลูกฝังเรื่องการแบ่งปันทีละนิดๆ

ลูกรู้จักช่วยเหลือตัวเองมากขึ้นตามลำดับจากเดือนก่อนๆ เช่น สามารถล้างมือและเช็ดมือเองโดยไม่ต้องมีคนช่วย

พร้อมจะเรียนรู้วิธีแปรงฟันและบ้วนปากด้วยตัวเองแล้ว ซึ่งวิธีจูงใจให้ลูกหัดแปรงฟันเองก็เช่นให้ลูกเลือกแปรงสีฟัน หรือรสชาติยาสีฟันด้วยตัวเอง คุณแม่ค่อยๆ จับมือลูกแปรงฟันทีละด้าน จากนั้นให้ลูกลองทำเอง ซึ่งลูกจะแปรงได้ไม่เรียบร้อยนัก คุณแม่จึงต้องแปรงซ้ำให้อีกทีหนึ่งด้วย

นอกจากวุฒิภาวะ หรือความพร้อมของร่างกายและสติปัญญาตามวัยของลูกแล้ว การเลี้ยงดูอย่างเข้าใจในพัฒนาการแต่ละย่างก้าวของลูกอย่างเข้าใจ และส่งเสริมอย่างเหมาะสม ยังเป็นตัวแปรสำคัญ ที่จะช่วยให้ลูกของเรามีพัฒนาการ 360° อัจฉริยะรอบด้าน ค่ะ

สุขภาพคุณแม่ตั้งครรภ์ สัปดาห์ที่ 32

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ
การที่คุณแม่เข้าห้องน้ำ ปัสสาวะบ่อยอาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ได้ โรคนี้เกิดจากเชื้อ Escherichia coli (E.coli) ซึ่งพบได้ในอุจจาระในลำไส้ใหญ่ และพบได้บริเวณรอบทวารหนัก ซึ่งเป็นบริเวณใกล้เคียงกับช่องคลอดและช่องปัสสาวะ ซึ่งท่อปัสสาวะไม่ได้ยาวมากนัก ทำให้เชื้อแบคทีเรียนี้เคลื่อนตัวผ่านเข้าสู่ท่อปัสสาวะได้ง่ายและเข้าสู่ร่างกายของคุณแม่ได้

นอกจากนี้ขณะตั้งครรภ์ น้ำหนักของลูกในมดลูกก็ไปทับกระเพาะปัสสาวะ ทำให้มีอาการปวดทำให้ทางเดินปัสสาวะอาจติดขัดและเกิดการอักเสบในเวลาต่อมาได้ค่ะ

สัญญาณที่เตือนว่าคุณแม่กำลังจะเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบก็คือ ...

รู้สึกปวดหน่วงๆ บริเวณท้องน้อย กดแล้วรู้สึกเจ็บ

รู้สึกแสบหรือระคายเคืองบริเวณอวัยวะเพศเวลาปัสสาวะ

รู้สึกท้องแข็งหรือเจ็บท้องบ่อยๆ เหมือนจะคลอด (ในช่วงที่ยังไม่ถึงกำหนดคลอด)

ปัสสาวะบ่อยแต่กะปริดกะปรอด รู้สึกปัสสาวะไม่สุด

ปัสสาวะมีกลิ่นเหม็น สีขุ่น หรือมีเลือดปน

มีอาการหนาวสั่น ไข้สูง ปวดบริเวณบั้นเอวหรือหลัง

หากคุณแม่พบว่ามีอาการเหล่านี้ 3 ข้อขึ้นไปควรรีบไปพบคุณหมอ เพื่อป้องกันการลุกลามและจะได้รักษาได้อย่างถูกวิธีโดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 3 เพราะการติดเชื้อของกระเพาะปัสสาวะที่ไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้กรวยไตอักเสบและคลอดก่อนกำหนดได้

คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะได้โดย...

พยายามอย่ากลั้นปัสสาวะ ให้รีบเข้าห้องน้ำทันทีที่รู้สึกปวด

หลังการถ่ายปัสสาวะ ควรทำความสะอาดและซับให้แห้งทุกครั้ง อย่าลืมว่าต้องเช็ดจากหน้าไปข้างหลัง

หลีกเลี่ยงการใช้สบู่ยา น้ำยาสวนล้างน้ำยาฆ่าเชื้อ และแป้ง ในบริเวณนี้จะช่วยป้องกันหรือลดอัตราการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะได้

ไม่ควรดื่มน้ำน้อยลง เพราะการดื่มน้ำน้อยส่งผลให้ร่างกายขาดน้ำ และอาจมีอาการท้องผูกเกิดขึ้นได้ค่ะ

โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบจะไม่เกิดขึ้น หากคุณแม่ดูแลรักษาร่างกายเป็นอย่างดี และปฏิบัติตามคำแนะนำของคุณหมอที่ดูแลครรภ์อย่างเคร่งครัด

สุขภาพคุณแม่ตั้งครรภ์ สัปดาห์ที่ 21

ท้องเสียยามตั้งครรภ์
คุณแม่ตั้งครรภ์ควรสังเกตความผิดปกติในการขับถ่ายของตนเองด้วยนะคะ ว่ามีอาการขับง่ายถ่ายง่ายเกินไปหรือเปล่า หรือมีอาการถ่ายบ่อย ถ่ายเหลว ถ่ายเป็นมูก ถ่ายเป็นเลือดบ้างหรือไม่ แม้จะดูเป็นแค่อาการท้องเสียธรรมดา แต่ลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่อาจได้รับผลกระทบค่ะ

คุณแม่ลองนับดูว่าภายใน 1 วัน คุณแม่ถ่ายถึง 4 ครั้งหรือเปล่า ถ้าใช่ ให้คุณแม่บอกกับตนเองด้วยว่า เรากำลังผิดปกติค่ะ และสังเกตดูว่าถ่ายเหลวหรือเปล่า ถ้าใช่ให้รีบโทรปรึกษาคุณหมอที่ฝากครรภ์ หรือไปโรงพยาบาลเพื่อให้คุณหมอวินิจฉัย เพราะอาจจะไม่ใช่ท้องเสียธรรมดา อาจมีการติดเชื้อรุนแรงในลำไส้ได้

ดื่มเกลือแร่ทดแทน...สำคัญยามท้องเสีย
เมื่อเกิดอาการท้องเสีย ลำไส้จะบีบตัวส่งเสียงดังโครกคราก ลูกน้อยซึ่งอยู่ในมดลูกคงรู้สึกเหมือนมีฟ้าร้องโครกครากอยู่รอบตัวไปหมด ทำให้ทารกไม่ได้พักผ่อนเท่าที่ควร และเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ท้องเสีย นั่นแสดงว่าได้เสียน้ำ และเสียเกลือแร่ในร่างกาย ซึ่งจะมีผลต่อทารกในครรภ์แน่นอน เพราะลูกน้อยก็จะขาดตามไปด้วย ซึ่งสิ่งที่จะช่วยลูกน้อยในครรภ์ที่ดีที่สุดคือ คุณแม่ต้องทานเกลือแร่มาทดแทน ถ่ายมากเท่าไหร่ ให้ทานเกลือแร่ตามให้มากเท่านั้นค่ะ แต่ข้อห้ามที่สำคัญที่สุด คือ คุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ควรซื้อยาฆ่าเชื้อมารับประทานเองโดยเด็ดขาด

ที่สำคัญคือหลังขับถ่าย คุณแม่ต้องรักษาความสะอาดบริเวณทวารหนักให้ดี เพราะสิ่งสกปรกจากอุจจาระนั้น อาจจะทำให้ปากช่องคลอดซึ่งอยู่บริเวณใกล้ๆ กันติดเชื้อได้ ซึ่งจะส่งผลถึงลูกน้อยในครรภ์ได้ค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2557

พัฒนาการของลูกน้อย เดือนที่ 6

เดือนที่ 6
เจ้าตัวน้อยเติบโตมาจนครึ่งขวบแล้วนะคะ ซึ่งเดือนนี้ลูกกำลังเปลี่ยนผ่านจากเด็กที่นอนเล่นเป็นหลักมาเป็นนั่งเล่นเป็นหลักกันบ้างแล้ว รวมทั้งสนใจโลกรอบตัวและช่างเจรจามากขึ้นอีกด้วย.. ...มาดูพัฒนาการ 360°อัจฉริยะรอบด้านของลูกน้อยเดือนนี้กันค่ะ

ฉลาดเรียนรู้
ลูกเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างมือและของที่อยู่ในมือผ่านการทำซ้ำๆ เช่น เด็กบางคนชอบที่จะคว้าของ โยน หรือปล่อยของลงพื้นซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อสังเกตดูปฏิกิริยาของสิ่งของที่ตกลงบนพื้น รวมไปถึงท่าทีของคนอื่นๆ ต่อการกระทำของเขา และจะส่งเสียงให้รู้ว่าช่วยเก็บของมาคืนหนูหน่อย

ระบบประสาทต่างๆ ทำงานสัมพันธ์กันมากขึ้น ลูกคว้าสิ่งของด้วยความแม่นยำมากขึ้น มองตามวัตถุได้ทั้งซ้ายและขวา อย่างไรก็ตาม เด็กๆ ควรได้รับการพัฒนาระบบการรับรู้อย่างรอบด้าน ทั้งการมอง การได้ยิน การสัมผัสและการรับรส เพราะเด็กที่มีโอกาสมองเห็น ได้ยินและเคลื่อนไหวไปพร้อมๆ กัน จะเรียนรู้และพัฒนาทักษะการคิดได้หลากหลายและสมองทำงานเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบมากขึ้นด้วยค่ะ

ลูกเรียนรู้และเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น โดยเฉพาะกิจวัตรประจำวัน รู้ว่าตื่นนอนแล้ว แม่จะพาไปอาบน้ำ กินนม เล่น เป็นต้น รวมทั้งเข้าใจหน้าที่ของของเล่นและของใช้ต่างๆ ได้ดี โดยเชื่อมโยงกับกิจกรรมประจำวัน เช่น ช้อนเอาไว้ตักอาหารเข้าปาก

ฉลาดเคลื่อนไหว
ลูกสามารถหันหน้าเอี้ยวตัวไปมาได้อย่างคล่องแคล่ว เช่นเดียวกับการพลิกคว่ำที่บางครั้งอาจพลิกคว่ำมาเป็นท่าทางกึ่งนั่งได้

เดือนนี้คุณแม่อาจได้เห็นเจ้าตัวน้อยพยายามเคลื่อนตัวไปข้างหน้าในลักษณะคืบไปข้างหรือถอยหลังได้บ้างแล้ว

ลูกนั่งได้มั่นคงขึ้น แต่คุณแม่ก็ต้องไม่ประมาทหาหมอนหาเบาะนุ่มๆ วางไว้รอบๆ ตัวลูกกันพลาด เพราะบางครั้งอาจมีเสียศูนย์หน้าคว่ำหรือหงายหลังได้เหมือนกัน

ลูกวัยนี้สามารถถือขวดนม จับแก้วน้ำแบบมีหูเองได้แล้วค่ะ จับของเล่นและถ่ายของจากมือหนึ่งไปอีกมือหนึ่งได้อย่างคล่องแคล่วเช่นกัน

ฉลาดสื่อสาร
ลูกเริ่มส่งเสียงเลียนพยัญชนะได้มากขึ้น คุมการออกเสียงได้มากขึ้นแต่ว่ายังไม่ค่อยเป็นภาษาเท่าไร และมักใช้วิธีการส่งเสียงเพื่อบอกอารมณ์ต่างๆ ของตัวเอง

รู้จักชื่อตัวเองและพร้อมที่จะหันหาเมื่อมีคนเรียก

ฉลาดด้านอารมณ์
เดือนนี้เด็กๆ หลายคนเริ่มมีอาการคันเหงือกหรือไม่ค่อยสบายจากการที่ฟันใกล้จะขึ้น ส่งผลให้ลูกอาจงอแงโยเยได้เหมือนกัน ทางหนึ่งที่จะช่วยบรรเทาเจ็บปวดและความรู้สึกอารมณ์หงุดหงิดของลูกได้ คือให้คุณแม่ลองหายางกัดลวดลายน่ารักๆ ขนมปังกรอบ หรือผักผลไม้เนื้อแข็ง เช่น แตงกวา แอปเปิ้ลมาให้ลูกถือกัดเล่นแก้คันเหงือกได้ค่ะ

เด็กๆ จะอารมณ์ดีถ้าได้เล่น ยิ่งมีคนเล่นด้วยยิ่งชอบค่ะ โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่เห็นทีต้องจัดสรรเวลาสำหรับการเป็นเพื่อนเล่นของลูกด้วยแล้ว และเกมที่จะทำให้หนูน้อยวัยนี้อารมณ์ดีก็คือ เกมจ๊ะเอ๋ เพียงแค่เอามือหรือผ้าปิดหน้าเราแล้วเปิดออก รับรองเจ้าตัวเล็กหัวเราะชอบใจ

ชอบยิ้มให้กับเงาในกระจก

อย่างไรก็ตาม พัฒนาการของเด็กแต่ละคนไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับความพร้อมของร่างกายและโอกาสที่เขาจะได้รับการกระตุ้นและส่งเสริมด้วยเช่นกัน เพื่อพัฒนาการ 360° อัจฉริยะรอบด้านค่ะ

วันจันทร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2557

ทำอย่างไรเมื่อคนอื่นสั่งสอนลูกคุณ

คุณเคยเจอกับปัญหาที่มีเพื่อนหรือคนในครอบครัวถือวิสาสะสอนลูกคุณเมื่อเขามีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมหรือไม่? ลองมาดูวิธีที่คุณสามารถใช้ควบคุมสถานการณ์ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่นั่นกับลูกหรือไม่ก็ตาม
Mom discipline child ทำอย่างไรเมื่อคนอื่นสั่งสอนลูกคุณ
ทำอย่างไรเมื่อคนอื่นสั่งสอนลูกคุณ
การที่มีคนอื่นเข้ามายุ่มย่ามและสั่งสอนระเบียบวินัยให้ลูกของคุณเป็นเรื่องที่ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันอยู่ในหมู่พ่อแม่ทั้งหลาย บางคนอาจคิดว่าคนอื่นพยายามที่จะเข้าแทรกแซงและล้ำเส้นเพื่อที่จะเข้าจัดการกับปัญหาของลูกคุณ ในขณะที่พ่อแม่หลายคนก็ยอมรับว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของการเจริญเติบโตของเด็ก
ขอบเขต
หากคุณรู้สึกไม่สบายใจที่มีคนอื่นมาสั่งสอนลูกคุณเพราะพวกเขาอาจเป็นคนในครอบครัวของคุณ เพื่อนของคุณ คนที่ทำงานในสถานรับเลี้ยงเด็ก หรือคนที่คุณไว้ใจและสร้างความสัมพันธ์ด้วย ถึงกระนั้นก็ตาม คุณก็ควรมีการกำหนดขอบเขตการที่คนอื่นจะสั่งสอนลูกของคุณและตัดสินใจทำโทษลูกของคุณ วิธีนี้จะช่วยให้คุณยังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อยู่
พูดคุยกับลูกเกี่ยวกับระเบียบวินัย
ในฐานะที่เป็นแม่ ฉันได้ยินเสมอว่าลูกสาวของเราทำตัวดีมากเมื่ออยู่ที่บ้านเพื่อนของเขา แต่ก็ยังทำตัวไม่น่ารักเมื่ออยู่ที่บ้านของตัวเอง ไม่ว่าลูกจะมีพฤติกรรมดีหรือไม่ก็ตาม หรือว่าเธอจะรู้ขอบเขตของพฤติกรรมที่สามารถทำได้ ไม่ล้ำเส้นเมื่ออยู่บ้านคนอื่น ถึงอย่างนั้น เราควรจะพูดคุยกับพ่อแม่คนอื่นว่าหากลูกคุณก่อเรื่องขึ้นหรือมีเรื่องต้องสั่งสอนระเบียบวินัยกัน ควรขอให้การสั่งสอนหรือพูดคุยกับลูกเป็นการสนทนาที่มีการโต้ตอบกันทั้งสองฝ่าย เราควรแจงให้ลูกรู้ว่าอะไรที่เขาทำได้และอะไรที่เขาไม่ควรทำ เราควรรู้ว่าอะไรสามารถเกิดขึ้นได้เมื่อลูกสาวของเราอยู่ที่อื่น หากสถานการณ์ย่ำแย่ลง เราต้องมั่นใจว่าพ่อแม่ของเพื่อนลูกจะโทรศัพท์หาเรา เราต้องการที่จะสั่งสอนระเบียบวินัยให้กับลูกของเราเอง และด้วยวิธีที่จะทำได้สำเร็จนั้นก็คือขอร้องให้คนอื่นโทรศัพท์หาเราเมื่อมีบางอย่างเกิดขึ้น วิธีนี้จะทำให้คนอื่นไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวหรือล้ำเส้น และคุณก็ยังคงคุมสถานการณ์ของลูกคุณอยู่
นอกจากนี้ เราควรกระตุ้นให้ลูกบอกเราว่าเกิดอะไรขึ้นในระหว่างที่ลูกอยู่ที่บ้านเพื่อน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้นและไม่มีการสั่งสอนวินัยให้กับลูกของคุณ คุณอาจบอกลูกว่าคุณคาดหวังว่าลูกจะทำตัวดีเมื่อลูกอยู่ที่อื่น บอกลูกว่าอะไรที่ทำได้และอะไรที่ไม่ควรทำ และบอกลูกว่าหากลูกต้องโทรศัพท์หาแม่ ให้ทำได้ทันที
“เสียง” ใหม่ที่มีอำนาจ
บางครั้งคุณก็สงสัยว่าทำไมลูกคุณถึงทำตัวตามที่คนอื่นสั่งสอนได้ดีกว่าการที่พ่อแม่สั่งสอนระเบียบวินัยให้กับลูก ถึงแม้ว่ามันจะไม่เพอร์เฟ็คก็ตาม มันเป็นข้อเท็จจริงง่าย ๆ นั่นคือ การฟังเสียงเดิม ถึงแม้ว่าจะแปร่งไปบ้าง มันก็ยังให้ความรู้สึกเดิม แต่เมื่อคุณฟังเสียงใหม่ที่แตกต่างออกไปและด้วยน้ำเสียงที่ไม่เหมือนเดิม มันจะทำให้หน้ามือกลับเปลี่ยนเป็นหลังมือได้ บางครั้ง นี่อาจเป็นสาเหตุว่าทำไม่พ่อแม่หลายคนถึงยอมให้คนอื่นสั่งสอนลูกของตัวเอง
.เข้าควบคุมสถานการณ์
ถึงอย่างไรก็ตาม เมื่อคนอื่นสั่งสอนลูกคุณในขณะที่คุณเองก็อยู่ที่นั่นด้วย มันอาจเป็นเรื่องที่ไม่สบอารมณ์สำหรับคนส่วนใหญ่ หลายคนอาจรู้สึกโมโหที่ผู้ใหญ่คนอื่นเข้ามาล่วงล้ำความสามารถของคุณในการจัดการกับสถานการณ์ และแทนที่จะเพิกเฉยต่อสถานการณ์ ให้คุณดูว่าขอบเขตของคุณอยู่ตรงไหน และอย่ากลัวที่จะสอนลูกคุณในที่สาธารณะถึงแม้ว่าจะมีสายตาหลายคู่มองคุณอยู่ในขณะนั้นก็ตาม หรืออาจมีความคิดเห็นจากคนอื่นว่าคุณควรสอนลูกคุณเมื่อเขาทำผิดอย่างไรก็ตาม
สำหรับเด็กแล้ว หากเขาได้รับการสั่งสอนโดยบุคคลอื่น คุณจะรู้ว่าเขาจะไม่ทำพฤติกรรมที่ผิดนั้นอีก เนื่องจากลูกคุณจะรู้ว่าเขาผิด โดยเฉพาะเมื่อมีคนอื่นมาจัดระเบียบวินัยให้กับเขา
ในท้ายที่สุด มันก็ขึ้นอยู่กับคุณล่ะ ยังไงลูกคุณก็หวังพึ่งคุณในการช่วยเขาสร้างกฎพื้นฐานทางสังคม เราแนะนำให้คุณบอกคนที่ช่วยดูแลลูกของคุณว่าอะไรที่ลูกทำได้และอะไรที่ทำไม่ได้ในสายตาของคุณ
กรุณาบอกเราด้วยหากเคล็ดลับเหล่านี้ช่วยจัดการปัญหาในประเด็นที่มีคนอื่นช่วยสั่งสอนลูกของคุณ เรายินดีที่จะฟังความเห็นจากคุณ

ญี่ปุ่น: สอนเด็กให้มีคุณภาพต้องเริ่มตั้งแต่ “อนุบาล”

กล่าวกันว่า ความเจริญของชาตินั้นแปรผันตรงกับคุณภาพประชากรในประเทศ ชาติใดที่พัฒนาแล้ว คุณภาพของคนในประเทศย่อมสูงตามไปด้วย คุณภาพที่ดีของประชากรเองก็มีที่มาจากระบบการศึกษา และหลักสูตรการเรียนการสอนที่ดีหรือเหมาะสม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนต้องเริ่มกันตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลกันเลยทีเดียว
เหตุนี้เองปัญญาสมาพันธ์เพื่อการวิจัยความเห็นสาธารณะแห่งประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนของบมจ.ซีพี ออล์ จึงได้สนับสนุนการทำวิจัยเพื่อพัฒนาระบบการศึกษาของไทยนับตั้งแต่ชั้นอนุบาล  โดยการสนับสนุนการทำวิจัยในหัวข้อ “การศึกษาเปรียบเทียบ การจัดการศึกษาปฐมวัยในบริบทของประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น” ของดร. วิมลทิพย์ มุสิกพันธ์
จากผลการวิจัยดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าระบบการเรียนการสอนตั้งแต่อนุบาลนับเป็นก้าวแรกที่สำคัญยิ่ง ในการพัฒนา ศักยภาพของเด็กและมีส่วนสำคัญทำให้พวกเขาเติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพของชาติ โดยเราสามารถศึกษาจากอนุบาลในประเทศญี่ปุ่นเป็นแบบอย่างได้ ดังนี้
shutterstock japan ญี่ปุ่น: สอนเด็กให้มีคุณภาพต้องเริ่มตั้งแต่ “อนุบาล”
อนุบาลในญี่ปุ่นเน้นการเรียนรู้ผ่านการเล่น
เรียนรู้ผ่านการเล่น
ประเทศญี่ปุ่นให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนาความสามารถในการรู้คิดและพัฒนาการทางอารมณ์ผ่านกระบวนการเล่น นอกจากนี้ยังสนับสนุนการเล่นเป็นทีม โดยจะให้เด็กเล่นกันคละอายุและคละเพศ การเล่นเป็นกลุ่มจะสอนให้เด็กมีความรับผิดชอบต่อตนเอง เด็กที่อายุมากกว่าต้องคอยดูแลเด็กเล็ก ทำให้มีทักษะในด้านการจัดการและความอดทนอดกลั้น  ในขณะที่เด็กเล็กเองก็จะยึดเด็กที่โตกว่าเป็นแบบอย่างหรือเป็นผู้นำ ถือเป็นการสร้างทักษะความเป็นผู้นำให้เด็กด้วยในทางหนึ่ง เด็กจะถูกสอนให้เข้าใจกระบวนการวางแผนโดยธรรมชาติ รู้จักจัดการการเล่นของตนให้มีทั้งความสนุกและมีความรับผิดชอบต่อผู้เล่นคนอื่นด้วย โดยมีครูทำหน้าที่เป็นผู้ให้คำแนะนำและกระตุ้นให้เด็กคิดแก้ไขสถานการณ์ต่าง ๆ ไม่ใช่ผู้ออกคำสั่งหรือสอนหนังสือเด็กอย่างเดียว
จิตสำนึกสาธารณะ
ประเทศญี่ปุ่นถือว่า “จิตสำนึกสาธารณะ” เป็นปรัชญาหลักของการศึกษา การเรียนรู้ผ่านกระบวนการเล่นตั้งแต่วัยอนุบาลหรือปฐมวัยก็นับเป็นแนวทางหนึ่งในการปลูกฝังเรื่องจิตสำนึกสาธารณะให้กับเด็กด้วย โดยการวิจัยพบว่าช่วงปฐมวัยของเด็กเป็นช่วงเวลาทองของการสร้างคนให้มีสำนึกสาธารณะ และจิตสำนึกสาธารณะที่เห็นประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าตนเองนั้น สามารถสร้างให้เกิดได้จริงผ่านกระบวนการเล่น  การเล่นที่ถูกออกแบบมาอย่างสร้างสรรค์ด้วยการคละอายุ เพศและกิจกรรมของเด็ก จะสอนให้เด็กมีความรับผิดชอบต่อตนเอง รุ่นพี่รุ่นน้อง และเพื่อนต่างเพศ สอนทักษะการเข้าสังคม การอยู่ร่วมกัน ความเมตตาต่อกัน และที่สำคัญคือการทำงานเป็นกลุ่ม อันเป็นการปลูกฝังแนวคิดเรื่องจิตสำนึกสาธารณะได้ตั้งแต่วัยอนุบาลเลยทีเดียว
จินตนาการสำคัญกว่าความรู้
นอกจากนี้หลักสูตรการสอนระดับชั้นอนุบาลของญี่ปุ่นยังไม่เน้นวิชาการหนัก ๆ แต่เน้นความสำคัญที่จินตนาการและการเล่น โดยถือว่าการเรียนนั้นเรียนเพื่อให้รู้ ไม่ใช่เรียนไปเพื่อสอบ มีวิชาเรียนเพียง 6 ด้าน คือ พลานามัย สังคมศึกษา ธรรมชาติศึกษา ภาษา ดนตรีและจังหวะ และการวาดภาพและงานฝีมือ ในส่วนของของเล่นในชั้นเรียนก็เน้นให้เด็กเล่นแต่ชิ้นที่เรียบง่ายและกระตุ้นให้เกิดจินตนาการด้วย เช่น การต่อบล็อก การวาดภาพศิลปะ เป็นต้น
เราจะเห็นได้ว่าการสอนเด็กอนุบาลในญี่ปุ่นนั้นจะต่างจากการสอนแบบไทย ที่ให้นักเรียนนั่งโต๊ะเรียน พยายามให้เด็กอ่านหนังสือให้ได้ จำให้ได้ เพื่อสอบเข้าชั้นป. 1 ให้ได้ ซึ่งนักวิชาการมองว่าเป็นการปิดกั้นจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์เด็ก ปัญญาสมาพันธ์ฯ ได้เรียกร้องให้ทั้งรัฐบาลและผู้ปกครองร่วมกันเปลี่ยนรูปแบบการสอน โดยใช้เด็กเป็นที่ตั้ง ประเมินผลงานของครูโดยการดูพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กมากกว่า

วันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

10 คำพูดที่พ่อแม่ไม่ควรใช้กับลูก

10 คำพูดที่พ่อแม่ไม่ควรใช้กับลูก

แม้แต่คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็ทำผิดพลาดได้ แต่นี่เป็นคำพูดที่พ่อแม่ทุกคนไม่ควรพูดกับลูกเด็ดขาด
mom and son looking angry 10 คำพูดที่พ่อแม่ไม่ควรใช้กับลูก
10 คำพูดที่พ่อแม่ไม่ควรใช้กับลูก
บางครั้งคนเป็นพ่อเป็นแม่อาจไม่ค่อยสนใจว่าเราพูดอะไรกับลูกบ้าง แต่รู้หรือไม่ว่าเวลาเราเครียดหรือโมโห เราอาจพูดสิ่งที่ทำร้ายจิตใจลูกอย่างรุนแรงออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจ เราควรระลึกไว้เสมอว่าผลจากการกระทำของเราอาจส่งผลต่อคนอื่นโดยที่เราคาดไม่ถึง
ล้อเลียน
นี่เป็นสิ่งต้องห้ามเด็ดขาดสำหรับคุณพ่อคุณแม่ เราไม่ควรล้อเลียนหรือเรียกลูกด้วยชื่ออื่น ๆ ที่อาจทำให้เขาสูญเสียความมั่นใจให้เขา เช่น อ้วน แห้ง สิว ฯลฯ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
หยุดกวนซะที
บางครั้งผู้ปกครองอาจต้องการเวลานอก แต่ถ้าคุณบอกลูกว่าอย่ามายุ่งกับคุณบ่อย ๆ เข้า พวกเขาก็อาจไม่คุยกับคุณอีกต่อไป เด็ก ๆ ควรเรียนรู้ว่าบางครั้งคุณก็ต้องการเวลาพักบ้าง พยายามอธิบายให้ลูกฟังก่อนที่จะระเบิดใส่พวกเขาว่าคุณขอเวลาทำธุระส่วนตัวสัก 2-3 นาที
ต่อว่าตลอดเวลา
การบอกลูกว่าเขาซุ่มซ่ามหรือนิสัยไม่ดีไม่ได้ช่วยให้เด็กมีความมั่นใจหรือรู้สึกมีคุณค่ามากขึ้น แม้ว่าคุณจะไม่ได้พูดกับเขาโดยตรงก็ตาม เด็ก ๆ มักเชื่อในสิ่งที่พวกเขาได้ยินโดยไม่ถามอะไรทั้งสิ้น สุดท้ายพวกเขาก็จะเชื่อว่าพวกเขาแย่อย่างที่คุณพูดจริง ๆ
สั่งให้เก็บอารมณ์
เรามักพยายามปกป้องลูกโดยการบอกเขาว่าไม่ต้องเศร้า หรือไม่ต้องกลัว แต่บางครั้งการบอกไม่ให้เขารู้สึกอย่างนั้นอย่างนี้อาจเป็นการสื่อให้เขารู้สึกว่าอารมณ์และความรู้สึกของเขานั้นไม่สำคัญ พยายามบอกลูกว่าไม่เป็นไรที่จะรู้สึกเช่นนั้น และคุณจะคอยอยู่ข้าง ๆ พวกเขาเสมอ

เปรียบเทียบกับพี่น้อง 
พ่อแม่ไม่ควรเปรียบเทียบลูกคนหนึ่งกับลูกอีกคน เราควรเข้าใจว่าเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกันและคุณก็รักที่พวกเขาแตกต่างกัน การพูดเปรียบเทียบพี่น้องจะทำให้พวกเขาเกลียดกัน พยายามทำให้ลูกรู้ว่าพวกเขาพิเศษกันคนละแบบ
boy cries tears 10 คำพูดที่พ่อแม่ไม่ควรใช้กับลูก
ควรเลี้ยงลูกด้วยเหตุผลและความเข้าใจ
ปรี๊ดใส่
การบอกลูกว่า “ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าลูกทำอย่างนั้น” หรือ “น่าจะฉลาดกว่านี้” จะทำให้ลูกขาดความมั่นใจ เขาจะโตขึ้นโดยรู้สึกว่าทำอะไรก็ผิดและก็ไม่มีวันทำอะไรถูกสักอย่าง พยายามพูดกับลูกดี ๆ แทนที่จะพูดกระโชกโฮกฮากตลอดเวลา
ลงไม้ลงมือ
การตี หรือการลงโทษหนัก ๆ อาจไม่ส่งผลดีเสมอไป มันอาจใช้ได้ผลแค่ในช่วงแรก แต่สุดท้ายมันก็จะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป
ขู่ด้วยประโยคเดิม ๆ
เช่น “เดี๋ยวรอให้พ่อรู้ก่อนเถอะ” ปัญหาก็คือ เมื่อเด็ก ๆ โตขึ้น เขาก็จะรู้ว่าคุณก็แค่ขู่ไปอย่างนั้นโดยไม่ทำอะไร และเขาก็จะไม่ฟังคุณ
ชมพร่ำเพรื่อ
เด็ก ๆ ควรได้รับคำชมบ้าง แต่ไม่ใช่ตลอดเวลา คำชมควรถูกสงวนไว้สำหรับวาระสำคัญเท่านั้น ถ้าคุณชมลูกบ่อยเกินไป มันจะกลายเป็นไร้ความหมาย และเด็ก ๆ จะคิดว่าพวกเขาสมควรได้รับคำชมสำหรับทุก ๆ อย่างที่ทำ
ก็เพราะแม่สั่งให้ทำ
แม้คุณจะเป็นพ่อแม่ และเราก็ควรสอนให้ลูกฟังในสิ่งที่เราพูด แต่เราก็ควรอธิบายเหตุผลให้เขาฟัง อาจจะไม่ใช่ทุกเรื่อง แต่ก็ส่วนใหญ่ ไม่ใช่สักแต่พูดว่า “ก็เพราะแม่สั่งให้ทำ” ไม่เช่นนั้นเด็กก็จะไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องทำตามที่คุณบอก