วันศุกร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2557

ดูแลการนอนของลูก


ปัญหาการนอนของเด็กที่พบบ่อยๆ คือหลับยาก เพราะในช่วงวัย 2 ขวบนี้มักมีความกังวลกับการแยกจากคุณพ่อคุณแม่ หรือเกิดจากการนอนกลางวันที่ยาวมาถึงหัวค่ำ ทำให้เวลาเข้านอนไม่ง่วง การเล่นที่ตื่นเต้นก่อนนอน มักต้องให้คุณแม่ช่วยอุ้มกล่อมเขย่า หรือติดดูดนมก่อนหลับ นั่นคือลูกหากพ่อแม่ตอบสนองต่อเด็กมากเกินไปด้วยการเข้าไปอุ้ม กล่อม หรือให้ดูดนมทุกครั้งที่เด็กร้อง ทำให้เด็กติดและไม่สามารถหลับได้ด้วยตัวเอง

คุณแม่ควรบอกกับลูกอย่างหนักแน่นว่าต้องนอน หากลูกไม่ยอมคุณแม่ควรใจแข็งและนอนไปเลยค่ะ โดยช่วงก่อนเข้านอนต้องเป็นเวลาที่ผ่อนคลาย ไม่ให้ลูกเล่นอะไรผาดโผนตื่นเต้น อาจจะเล่านิทานที่มีเนื้อหาเบาๆ ผ่อนคลายก็ได้ จะช่วยให้ลูกหลับได้เร็วขึ้น และควรหลีกเลี่ยงการนอนหลัง 4 โมงเย็น และพาเข้านอนประมาณ 2 ทุ่ม ซึ่งถ้าลูกกลัวการแยกจาก ก็ให้เด็กนอนในมุมที่พอจะมองเห็นคุณแม่ หรือไม่ไกลกันมาก ให้ลูกมีความมั่นใจว่าเราไม่ไปไหนค่ะ

การที่ลูกน้อยได้นอนหลับอย่างมีคุณภาพจะส่งผลดีต่อการเรียนรู้ สมาธิ ความจำ และการตัดสินใจ มีผลต่อพัฒนาการทางอารมณ์ ส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้สมบูรณ์ นอกจากนี้หากลูกนอนน้อยจะกระทบต่อการหลั่งของฮอร์โมนเพื่อการเจริญเติบโตของลูกได้ค่ะ

การดูแลสุขภาพของลูก เดือนที่ 23

เดือนที่ 23
สอนลูกดูแลฟัน
สุขอนามัยในช่องปากเป็นเรื่องสำคัญของเด็กวัยนี้มากทีเดียว เพราะนอกจากจะเป็นวัยที่ฟันน้ำนมค่อยๆ ทยอยขึ้นจนเกือบครบ เป็นวัยที่ลูกเริ่มเรียนรู้ที่จะดูแลสุขอนามัยของตัวเองได้แล้ว ที่สำคัญยังเป็นวัยที่ลูกเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุได้ง่ายจากขนมและน้ำอัด ลมหวานๆ อีกด้วย ด้วยเหตุนี้คุณแม่ถึงต้องเอาใจใส่กับสุขอนามัยช่องปากของลูก เพื่อสร้างพื้นฐานที่ดีในการดูแลช่องปากและฟันให้ลูกต่อไป วิธีหนึ่งก็คือการสอนให้ลูกรักรู้จักแปรงฟันน้ำนมอย่างถูกวิธี

เริ่มต้นด้วยการให้คุณแม่เลือกแปรงสีฟันขนาดพอเหมาะกับช่องปากของลูก ขนแปรงไม่แข็งจนเกินไป ส่วนยาสีฟัน ให้เลือกยาสีฟันสำหรับเด็กโดยเฉพาะ ใช้ขนาดเท่าเม็ดถั่วเขียวใช้ในกรณีที่ลูกสามารถบ้วนน้ำได้แล้ว แต่ถ้าลูกเล็กยังบ้วนน้ำไม่ได้ก็ยังไม่ต้องใช้ค่ะ

แปรงฟันน้ำนมให้ถูกวิธี
ให้คุณแม่จับมือลูกไว้ แล้ววางขนแปรงทั้งหมดบริเวณผิวฟัน โดยขนแปรงตั้งฉากกับแกนฟัน ขนแปรงแถวริมจะครอบคลุมขอบเหงือกเพียงเล็กน้อย

ให้คุณแม่ค่อยๆ ขยับขนแปรงไป-มาในแนวนอนเพียงทิศทางเดียว และแปรงช่วงสั้นๆ ไม่เกิน 0.5 เซนติเมตร ขนแปรงบางส่วนจะสอดเข้าซอกฟัน

เวลาขยับด้ามแปรงต้องออกแรงกดนิดหนึ่ง เพื่อให้ขนแปรงสามารถขจัดคราบจุลินทรีย์ เศษอาหารที่อยู่ระหว่างซี่ฟันและในร่องเหงือกออกได้ เวลาแปรงฟันกรามให้ถูแปรงไป-มา เป็นช่วงสั้นๆ ระยะ 0-0.5 เซนติเมตร

การแปรงฟันแบบนี้เหมาะกับฟันน้ำนมของเด็ก มากกว่าวิธีแปรงแบบผู้ใหญ่ที่ต้องทำมุม 90 องศาปัดขึ้นปัดลง เพราะขนแปรงจะไม่สามารถสอดเข้าซอกฟันและร่องเหงือกได้ อีกทั้งยังทำให้เหงือกร่นและคอฟันสึกได้มากกว่าค่ะ ที่สำคัญ วิธีแปรงฟันน้ำนมนี้ ลูกหัดทำเองได้ไม่ยาก เพียงแต่คุณแม่ต้องคอยดูแลให้ลูกแปรงเป็นช่วงสั้นๆ และให้ถึงคอฟันเท่านั้นเอง จากนั้นก็สำรวจดูอีกครั้งหากเห็นว่ายังไม้สะอาดนัก คุณแม่ควรช่วยลูกแปรงอีกครั้ง เพื่อให้ฟันและช่องปากสะอาดที่สุด

สุขภาพคุณแม่ตั้งครรภ์ สัปดาห์ที่ 40

การตั้งครรภ์เลยกำหนด
อายุครรภ์ที่ครบกำหนดคลอดที่ทารกมีความสมบูรณ์เต็มที่ คืออายุครรภ์ระหว่าง 37 สัปดาห์ถึง 41 สัปดาห์ และอีกไม่เกิน 6 วัน เมื่อคำนวณจากวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้ายที่มาอย่างปกติ หากตั้งครรภ์ตั้งแต่ 42 สัปดาห์ขึ้นไป จัดว่าเป็นการตั้งครรภ์เกินกำหนด

หากประจำเดือนคุณแม่มาไม่สม่ำเสมอ คุณหมอจะทำการตรวจครรภ์ด้วยอัลตราซาวนด์เมื่อไปฝากครรภ์ครั้งแรกๆ เพื่อจะดูอายุครรภ์ที่แน่นอน เมื่อคุณหมอกำหนดวันคลอดแล้วจากการตรวจอัลตราซาวนด์ จะไม่มีการเปลี่ยนวันกำหนดคลอดตามขนาดทารกอีก ซึ่งหากตรวจพบว่าทารกตัวเล็ก ก็ต้องหาสาเหตุต่อไปว่าเกิดจากอะไร ใช่จากการนับอายุครรภ์ไม่ถูกต้องหรือไม่

การตั้งครรภ์เกินกำหนดพบได้ประมาณ 10% ของการตั้งครรภ์ทั้งหมด ส่วนใหญ่จะคลอดก่อนวันนัด 1-2 สัปดาห์ และมีคุณแม่ตั้งครรภ์ประมาณ 5 % ที่คลอดตรงกับวันที่คุณหมอนัดพอดีการตั้งครรภ์เกินกำหนดนั้นมีผลข้างเคียงต่อตัวคุณแม่คือทารกจะตัวโตขึ้น ช่องคลอดฉีกขาดมากขึ้นจากขนาดที่ใหญ่ขึ้นของทารกทำให้คลอดยาก อาจจะต้องใช้การผ่าตัดในการคลอด

ส่วนผลกระทบต่อตัวทารกนั้น เกิดในกรณีที่รกเสื่อม (เพราะอายุครรภ์เกินกำหนด) ทารกในครรภ์จะขาดแคลนออกซิเจน ขาดอาหาร และมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของทารกในครรภ์ ยิ่งตั้งครรภ์เกินกำหนดมากขึ้นเท่าใด โอกาสจะเสียชีวิตของทารกจะมีมากยิ่งขึ้น

สาเหตุที่ทำให้การตั้งครรภ์เกินกำหนด ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด มีบางสมมติฐานว่าเกิดจากการไม่สมดุลของฮอร์โมนที่พบในทารกในครรภ์ที่พิการบางอย่าง เช่น ทารกที่ไม่มีกะโหลกศีรษะ แต่สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของการตั้งครรภ์เกินกำหนด คือ การที่แม่ตั้งครรภ์จำประวัติประจำเดือนไม่แม่น ทำให้คำนวณอายุครรภ์ผิดไป

เมื่อถึงกำหนดอายุครรภ์ครบ 40 สัปดาห์ที่สามารถคลอดได้แล้ว แต่คุณแม่ยังไม่มีอาการเจ็บครรภ์ ไม่มีการหดรัดตัวของมดลูก คุณแม่ควรต้องไปพบคุณหมอ เพื่อทำการตรวจภายใน เพื่อประเมินสภาพปากมดลูกว่าพร้อมที่จะคลอดหรือยัง ปัจจุบันคุณหมอมักจะทำการเร่งคลอดหากอายุครรภ์ 41 สัปดาห์แล้ว มักไม่ได้รอจนถึง 42 สัปดาห์ เพราะการรอต่อไปมีผลเสียมากกว่าผลดี เพราะเสี่ยงที่รกจะฝ่อแล้ว ลูกจะขาดน้ำขาดอาหาร จะมีการใช้ยากระตุ้นให้คลอด หรือถ้าปากมดลูกยังปิดแน่น ศีรษะเด็กยังไม่เคลื่อนลงต่ำมีโอกาสสูงที่คุณหมอจะเลือกวิธีผ่าตัดคลอดค่ะ  

การดูแลสุขภาพของลูก เดือนที่ 25

เดือนที่ 25
ลูกมีกลิ่นปากเกิดจากอะไร
คุณแม่อาจกังวลเมื่อพบว่าลูกมีกลิ่นปาก สาเหตุของการเกิดกลิ่นปากในเด็ก น่าจะมาจากการที่ลิ้นเป็นฝ้าขาว เกิดการสะสมของคราบนม มีเชื้อแบคทีเรียเกาะมาก หรือเด็กอาจจะมีอาการคออักเสบ เจ็บคอ เป็นไข้หวัด มีน้ำมูกไหลลงคอ ซึ่งน่าจะทำให้เกิดกลิ่นปากได้เหมือนกัน นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่นๆ อีกเช่น...

การได้รับยาบางชนิด ยาบางชนิดที่ลูกน้อยทานเข้าไป อาจทำปฏิกิริยาในช่องปาก ทำให้เกิดกลิ่นปากได้ ซึ่งถ้าหยุดยาแล้วกลิ่นปากจะหายไปเอง แต่คุณแม่ต้องสังเกตว่าเกิดจากยาหรือสาเหตุอื่นกันแน่

การรักษาความสะอาดของช่องปาก การดูแลช่องปากในเด็กเล็กเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเขาชอบกินแต่ยังดูแลช่อปากเองได้ไม่ดีนัก คุณแม่จึงควรช่วยลูกทำความสะอาด เช่น แปรงฟัน แปรงลิ้น บ้วนปาก เป็นประจำ เพื่อป้องกันไม่ให้แบคทีเรียในช่องปากสะสมตัว จนทำให้เกิดกลิ่นปาก

อาหารบางชนิด อาหารบางชนิดมีคุณสมบัติทำปฏิกิริยากับช่องปาก และทำให้เกิดกลิ่นเหม็นได้ แต่ขึ้นอยู่กับเด็กแต่ละคน บางคนอาจทานแล้วไม่มีกลิ่น คุณแม่จึงควรสังเกต และถ้าพบว่าปัญหาเกิดจากอาหารชนิดใด ก็ให้งดอาหารชนิดนั้น

ฟันผุ การมีฟันผุทำให้เกิดกลิ่นปากได้ง่าย คุณแม่จึงควรดูแลสุขภาพฟันของลูกอยู่เสมอ เพราะเด็กเริ่มทานข้าว ขนม ผลไม้และอาหารอย่างอื่นเพิ่มขึ้น จึงต้องมีการแปรงฟันอย่างจริงจังและสะอาดเพียงพอค่ะ

การดูแลสุขภาพของลูก เดือนที่ 26

เดือนที่ 26
ไข้หวัดใหญ่ 2009 กับลูกน้อย
โรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 คือโรคไข้หวัดที่มีการแพร่ระบาดไปทั่วโลกเมื่อปี 2009 และปัจจุบันยังมีการติดเชื้อนี้อยู่

โรคนี้เกิดจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ สายพันธุ์เอช 1 เอ็น 1 (H1N1) ซึ่งเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ของคน และไม่เคยพบมาก่อน เนื่องจากเป็นการผสมกันของสารพันธุกรรมไข้หวัดใหญ่ในมนุษย์ ไข้หวัดนก และไข้หวัดหมู

อาการของโรค
อาการของโรคนี้จะคล้ายกับผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ธรรมดา แต่มีอาการรุนแรงกว่าและรวดเร็วกว่า นั่นคือ มีไข้สูงราว 38 องศาเซลเซียส สำหรับเด็กมีอาการแสดง คือ หายใจถี่ หรือ หายใจลำบาก ผิวหนังหรือริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน ดื่มน้ำไม่ค่อยได้ อาเจียนมาก ปลุกไม่ตื่นหรือไม่มีอาการตอบสนอง มีอาการหงุดหงิด ถึงขั้นไม่อยากให้อุ้ม มีไข้เฉียบพลันหรือมีอาการหวัด ไออย่างรุนแรง หากลูกมีอาการเหล่านี้ต้องรีบไปพบแพทย์ทันทีนะคะ

หากร่างกายแข็งแรงอาการจะทุเลาลงใน 3-5 วันสำหรับคนที่ร่างกายไม่แข็งแรง โดยเฉพาะเด็กที่ภูมิคุ้มกันยังทำงานได้ไม่ดีนัก อาจจะทำให้เกิดการอาการรุนแรงและเกิดโรคแทรกซ้อนตามมา ซึ่งคือ อาการปอดอักเสบ หัวใจวาย อาจจะทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (ในกรณีที่เชื้อเข้ากระแสเลือด) และทำให้เสียชีวิตได้

การป้องกันและรักษา
ให้ลูกล้างมือด้วยน้ำและสบู่หรือแอลกอฮอล์เจลบ่อยๆ

บอกลูกให้ไม่ใช้มือแคะจมูก ขยี้ตา หรือเอามือเข้าปากหากยังไม่ได้ล้างมือ

หากลูกมีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้ ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามร่างกาย ให้กินยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล (ห้ามใช้ยาแอสไพริน) และยารักษาตามอาการ เช่น ยาละลายเสมหะ ยาลดน้ำมูก และอาการรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ให้รีบนำไปพบแพทย์

โรคไข้หวัดใหญ่ 2009 นี้ สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ นั่นคือยาโอเซลทามิเวียร์ (หรือชื่อทางการค้าว่า ทามิฟลู)ที่สามารถใช้ได้ตั้งแต่เด็กอ่อนถึงผู้ใหญ่ และมีทั้งชนิดเม็ดและน้ำ...หากเทียบกับโรคอื่นๆ โรคนี้นับว่ารุนแรงไม่มากนัก หากได้ดูแลป้องกันลูกน้อยแล้ว ลูกน้อยก็จะห่างจากโรคนี้ได้

การดูแลสุขภาพของลูก เดือนที่ 27

เดือนที่ 27
เมื่อลูกมีไข้
ในช่วงอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย อาการที่จะพบบ่อยคือการเป็น “ไข้”

เมื่อลูกมีไข้ จะมีอุณหภูมิร่างกายสูงมากกว่า 37.5 องศาเซลเซียส ถ้าอุณหภูมิมากกว่า 38.5 องศาเซลเซียส ถือว่าเป็นไข้สูง ซึ่งอาจทำให้เด็กเล็กเกิดอาการชักได้ โดยคุณแม่ควรใช้ปรอทวัดไข้ ไม่ควรใช้เพียงมือสัมผัสเพื่อบอกว่าตัวรุมๆ หรือตัวร้อนจัดเท่านั้น นอกจากอาการไข้แล้ว ยังมีอาการอื่นๆ ที่ควรนำมาใช้พิจารณาว่าลูกป่วยรุนแรงจากไข้หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นอาการซึม งอแง กินได้น้อยลง โดยเฉพาะหากดื่มน้ำได้ไม่เพียงพอ

สาเหตุของไข้ในเด็กเล็ก ส่วนใหญ่มีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งอาการมักหายไปได้เอง และไม่ค่อยมีอันตรายร้ายแรง นอกจากนี้อาการไข้ยังมาจากโรคติดเชื้อแบคทีเรียได้เช่นกัน แม้จะพบได้ไม่บ่อยเท่ากับโรคติดเชื้อไวรัส

หากพบว่าลูกน้อยมีไข้สูง คุณแม่ต้องช่วยลดอุณหภูมิของร่างกายโดยการเช็ดตัวลดไข้และให้กินยาลดไข้ การเช็ดตัวสามารถทำให้ไข้ลดลงได้เร็วกว่าการใช้ยาลดไข้ ซึ่งมักต้องใช้เวลานาน ½-1 ชั่วโมงกว่าจะออกฤทธิ์

หากลูกมีไข้สูงไม่ควรให้ยาลดไข้อย่างเดียว ต้องเช็ดตัวลดไข้ควบคู่ไปด้วยเสมอ การเช็ดตัวลดไข้ควรถอดเสื้อผ้าของเด็กออก ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดบริเวณซอกคอ ซอกรักแร้ ขาหนีบ หน้าอก และหลัง อย่าลืมวัดไข้ก่อนและหลังเช็ดตัวทุกครั้ง ซึ่งหลังเช็ดตัวแล้ว อุณหภูมิร่างกายจะลดลงประมาณ 1 องศาเซลเซียส และควรเช็ดตัวซ้ำอีกหากอุณหภูมิยังสูงกว่า 38.5 องศาเซลเซียส และควรดูแลโดย

ให้ลูกดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำอย่างพอเพียง และช่วยให้เสมหะหรือน้ำมูกไม่คั่งค้าง ไม่อุดกั้นทางเดินหายใจ

ให้ลูกกินอาหารอ่อนๆ ครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง เพราะการได้รับสารอาหารจะช่วยทำให้อาการของลูกดีขึ้น

ถ้าเสมหะยังเหนียวและขับออกลำบาก อาจจะให้ยาละลายเสมหะและอาจให้สูดดมละอองไอน้ำจะช่วยให้อาการลูกดีขึ้นได้

การดูแลสุขภาพของลูก เดือนที่ 28

เดือนที่ 28


การเช็ดตัวเมื่อลูกเป็นไข้
การให้ยาลดไข้ทานเพียงอย่างเดียวนั้น อาจจะไม่เพียงพอที่จะลดไข้ได้ เนื่องจากยาที่ทานเข้าไป จะต้องใช้เวลาประมาณ ½-1 ชั่วโมง จึงจะออกฤทธิ์ทำให้ไข้ลดลง ระหว่างที่รอให้ยาออกฤทธิ์ เด็กบางคนอาจจะเกิดอาการชักจากไข้ขึ้นสูงได้ จึงควรเช็ดตัวเพื่อช่วยลดไข้ ทำให้ลูกน้อยสบายตัว

โดยใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนพอเหมาะ 2 ผืน ชุบน้ำอุ่นหรือน้ำก๊อกธรรมดาบิดให้แห้งหมาดๆ ผืนหนึ่งเช็ดตัวทั่วไป อีกผืนหนึ่งวางประกบบริเวณที่เลือดไหลเวียนมาก เช่น บริเวณหน้าผาก ซอกคอ ซอกรักแร้ และขาหนีบ สลับกันไป การเช็ดตัวเพื่อลดไข้นั้นสามารถทำได้บ่อยๆ ถ้าพบว่าลูกน้อยตัวร้อนจัด เช็ดประมาณ 10-15 นาที เสร็จแล้วรีบเช็ดตัวให้แห้งและสวมเสื้อผ้าที่เหมาะสมกับอากาศ การเช็ดตัวจะช่วยนำความร้อนออกจากร่างกาย ทำให้ไข้ลดลงได้ดีกว่าการเอาแผ่นเจลเย็นมาแปะที่หน้าผาก

เช็ดตัวลดไข้ลูกด้วยน้ำอุ่น-น้ำเย็น...แตกต่างกันอย่างไร
น้ำอุ่น - จะทำหน้าที่คล้ายเหงื่อ เมื่อเราเอามาเช็ดตัวลูก ก็จะระเหยพาความร้อนไปด้วย น้ำอุ่นช่วยให้เส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังขยายตัวได้ดี เลือดสามารถไหลมาสู่ผิวได้ดี เป็นการนำความร้อนจากภายในร่างกายมาสู่ผิวได้ดีขึ้น น้ำอุ่นไม่ทำให้ลูกรู้สึกถึงความแตกต่างของอุณหภูมิขณะเช็ดตัวมากเกินไป ไม่สะดุ้ง ไม่ผวา กล้ามเนื้อไม่สั่น

น้ำเย็น - ทำให้เกิดความแตกต่างของอุณหภูมิมาก ลูกจะสะดุ้ง ผวา และรู้สึกไม่สบายตัว ความแตกต่างของอุณหภูมิที่มีมากนี้ อาจทำให้ลูกชักได้ด้วย และความเย็นจะทำให้กล้ามเนื้อสั่น ซึ่งจะทำให้เกิดความร้อนมากขึ้น น้ำเย็นทำให้เส้นเลือดฝอยหดตัว ร่างกายจะไม่สามารถสูบฉีดเลือดจากภายในมาที่ผิวหนังเพื่อถ่ายเทความร้อนได้ การถ่ายเทความร้อนอาจมีได้เฉพาะในช่วงสั้นๆ เท่านั้น

การเช็ดตัวลดไข้ลูกจึงควรใช้น้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดาดีกว่า