วันศุกร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2557

เมื่อลูกร้องกลั้น


อาการร้องกลั้นจะพบบ่อยในเด็กวัย 8 เดือน - 2 ขวบ ที่เด็กร้องไห้แล้วหยุดหายใจไปชั่วขณะ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการปากเขียว ตัวเขียว และหมดสติไปสักพัก แต่ไม่เกิน 1 นาที เด็กบางคนตกใจง่าย เวลาตกใจมากๆ ก็จะร้อง ซึ่งขณะร้องนั้นไม่หายใจเข้าเราเรียก อาการเหล่านี้ว่า“การร้องกลั้น”

การร้องกลั้นทำให้เด็กขาดออกซิเจน ร่างกายของเด็กสามารถปรับเปลี่ยนการร้องเองเมื่อร่างกายขาดออกซิเจน แต่ในบางรายนั้นอาจร้องจนตัวเขียว ปากเขียว จนชีพจรเต้นอ่อนไปเลย ทำให้เด็กเกิดอาการอ่อนแรง ตัวซีดหรือเขียว แต่เมื่อร่างกายเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติตัวก็จะหายเขียวเอง

อาการร้องกลั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการบาดเจ็บจากเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้ลูกรู้สึกเจ็บ เช่น ประตูหนีบ หรือของหล่นทับ หรือเด็กที่ถูกขัดใจ อยากทำอะไร แล้วถูกคุณแม่ห้าม และสาเหตุสำคัญก็คือถูกตามใจจนเขารู้ว่าทำแบบนี้ทีไร คุณแม่ก็ตามใจทุกที เด็กจึงคงพฤติกรรมนี้ต่อไป

เมื่อลูกมีอาการร้องกลั้น คุณแม่ไม่ควรตกใจ ทำใจให้สงบก่อน และให้มั่นใจได้ว่าอาการนี้ไม่ทำให้ถึงชีวิตแน่นอน สิ่งที่คุณแม่สามารถช่วยลูกได้ในเบื้องต้นคือ ต้องทำให้ลูกรีบหายใจโดยเร็วที่สุด แต่ห้ามเขย่าตัวเขา อย่าทำให้ตกใจ อาจใช้วิธีโอบกอด เอามือลูบหลังเบาๆ และเรียกชื่อของลูก ให้เขารู้สึกอบอุ่น ซักพักเด็กก็จะหยุดลากเสียงร้องไห้ยาวเองค่ะ คุณแม่บางคนตกใจ ก็ยิ่งไปเร้าเหตุการณ์มากยิ่งขึ้น เมื่อมีสติแล้ววิธีที่ดีที่สุด คือการกอดสัมผัสเพื่อปลอบโยนลูก ซึ่งจะทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่นใจและช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้ อย่างไรก็ตามอาการร้องกลั้นของเด็กวัยนี้ มักจะหายได้เองภายใน 2 ขวบ ถ้าเกินกว่านี้อาจแปลว่าคุณแม่รับมือลูกผิดวิธี คงต้องปรึกษาคุณหมอเพื่อแก้ปัญหาค่ะ

ปัสสาวะเล็ดในแม่ตั้งครรภ์


อาการปัสสาวะเล็ดยามตั้งครรภ์เกิดขึ้นได้บ่อยในช่วงสามเดือนสุดท้ายก่อนคลอด คุณแม่บางคนอาจจะมีอาการปัสสาวะเล็ดเวลาไอ จาม หรือหัวเราะ อาการนี้เกิดขึ้นเพราะท่อปัสสาวะมีการขยายตัวแรงดันในกระเพาะปัสสาวะมีเพิ่มขึ้น จนแรงดันในกระเพาะปัสสาวะมีมากกว่าแรงรัดของหูรูดกระเพาะจากการที่มดลูกเคลื่อนลงมาทับกระเพาะปัสสาวะทำให้กลั้นปัสสาวะไม่อยู่

วิธีแก้ไขอาการปัสสาวะเล็ด ก็คือให้คุณแม่เข้าห้องน้ำทุกครั้งที่รู้สึกอยากปัสสาวะ เพราะหากกลั้นไว้ร่างกายก็จะเสียความสามารถในการควบคุม เช่น เมื่อหัวเราะ ไอ จามก็จะมีปัสสาวะเล็ดได้ และเวลาคุณแม่จะปัสสาวะ ให้ขมิบก้นไว้ก่อนทุกครั้ง

คุณแม่บางคนที่รำคาญอาจแก้ปัญหานี้ด้วยการดื่มน้ำให้น้อยลง เพื่อลดการปัสสาวะลง ไม่แนะนำและไม่ควรทำค่ะ เพราะอาจจะทำให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมา

หากรู้สึกว่าการมีปัสสาวะเล็ด ทำให้เกิดความอับชื้น ไม่สะอาด คุณแม่อาจใส่แผ่นซับอนามัยไว้ก็ได้ค่ะ

เมื่อหวัด...ลงหูลูกน้อย


หูเป็นอวัยวะที่มีลักษณะเป็นช่องเปิดจากภายนอกเข้าไป ทำให้เกิดอาการผิดปกติในส่วนต่างๆ ของหูได้ง่ายที่พบบ่อยคือ หูน้ำหนวก ซึ่งจากการติดเชื้อแบคทีเรียในหูชั้นกลาง เชื้อโรคเล็ดลอดจากบริเวณลำคอ ซึ่งมีการเป็นหวัดอยู่ ผ่านท่อ (ยูสเตเชี่ยน) เข้าสู่หูชั้นกลางทางท่อนี้ เมื่อเกิดหนองขึ้นหนองจะดันแก้วหูให้ทะลุและเป็นน้ำหนวกออกมาโดยเฉพาะการสั่งน้ำมูกแรงๆ ก็สามารถทำให้เชื้อเข้าสู่หูชั้นกลาง ไม่ได้มีสาเหตุจากน้ำเข้าหูแต่เกิดจากการเป็นหวัด

สำหรับเด็กเล็กคงไม่สามารถบอกให้คุณแม่รู้ได้ว่าเขาปวดหูอยู่ แต่อาจส่งสัญญาณบอกให้คุณแม่รู้ได้ด้วยการร้องไห้โยเย ไม่ยอมดูดนม และตัวร้อน คุณแม่จึงควรหมั่นสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอาการผิดปกติจากการเป็นไข้หวัด เช่น ลูกชอบจับ ดึง ตรงบริเวณรูหู หรือบริเวณช่องหูของลูกมีกลิ่นหรือไม่ หากมีกลิ่นแสดงว่าอักเสบ และควรพาลูกไปพบแพทย์ทันที หากเขามีน้ำในหูชั้นกลางเป็นเวลานานอาจทำให้เด็กมีปัญหาเรื่องการได้ยินหรือหูอื้อได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อรับการรักษาจนการอักเสบทุเลาลง แก้วหูที่ทะลุจะสามารถปิดเองได้

การดูแลรักษา
เบื้องต้นควรรักษาตามอาการของไข้หวัด เช่น ดูดน้ำมูก เสมหะ โดยใช้ลูกยางแดง หรือใช้น้ำเกลือหยอดจมูกให้น้ำมูกละลาย แล้วค่อยดูดน้ำมูกออก

หากลูกมีอาการมาก เช่น มีน้ำมูกเขียว อาจให้ยาปฏิชีวนะ หรือยาหยอดจมูกเพื่อบรรเทาอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ให้ยาละลายเสมหะตามอาการ แต่ถ้าไม่ได้มีน้ำมูกมากจริงๆ ก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะจะทำให้เสมหะเหนียว

ส่วนอาการหูน้ำหนวก จำเป็นต้องดูดเอาหนองออกมา และให้ยาหยอดหรือกินยาแก้อักเสบ กรณีที่หมอรักษาจนหนองแห้งแล้วควรพยายามไม่ให้น้ำเข้าหูลูก เพราะแก้วหูยังทะลุอยู่ ถ้าน้ำไม่สะอาดเข้าหูชั้นกลาง ก็อาจทำให้เกิดการอักเสบขึ้นได้อีก

การประคบด้วยน้ำอุ่นที่หูอาจช่วยลดอาการปวดได้ และอาจให้ลูกดูดน้ำอุ่นหรือนมบ่อยขึ้น เพื่อช่วยให้ท่อยูสเตเชี่ยนเปิด และลดอาการปวดหูได้ สำหรับเด็กโตอาจให้เคี้ยวหมากฝรั่ง เพื่อช่วยลดอาการปวดหูอีกทางหนึ่ง

สำหรับการป้องกันโรคหวัดลงหูที่ดีที่สุด คือการป้องกันไม่ให้ลูกเป็นหวัดนั่นเองค่ะ

จุดอันตรายในบ้านที่ควรระวัง


ของร้อน - เด็กวัยเกาะยืนนี้จะเริ่มคว้าสิ่งของใกล้ตัวเพื่อเหนี่ยวตัวขึ้นยืน หากมีของร้อนๆ วางอยู่บนโต๊ะ เขาอาจคว้าผ้าปูโต๊ะและดึงลงมาจนของร้อนที่วางอยู่นั้นหกลงมาโดนตัวเด็กได้ หรือไปดึงสายไฟของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ทำความร้อนและถูกความร้อนลวก ได้ และสิ่งที่พ่อแม่พึงระวัง คือ อาจต้องเก็บชายผ้าปูโต๊ะให้สูงเกินกว่าลูกจะเอื้อมถึง และระวังสายไฟอย่าให้ห้อยอยู่ต่ำในระดับที่ลูกสามารถดึงกระชากได้

บันได - เด็กวัยนี้จะเริ่มเคลื่อนที่ได้ดีและเร็วขึ้นจากการคลาน เกาะเดิน และเดินได้เอง เมื่อเด็กเดินหรือวิ่งได้แล้วก็ยิ่งมีความเสี่ยงต่อการตกบันได หกล้ม ชนกระแทก จึงควรตรวจสอบราวบันไดและระเบียงไม้ให้มีช่องห่างพอที่เด็กจะลอดได้

ประตูห้อง - จัดว่าเป็นจุดอันตรายสำหรับเด็กวัยหัดเดิน อาจถูกประตูหนีบมือได้ จึงควรติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันประตูหนีบมือ

ห้องน้ำและภาชนะใส่น้ำ - เด็กเล็กๆ ที่จมน้ำส่วนใหญ่มักเกิดจากการเผลอชั่วขณะ หรือความประมาทของผู้ใหญ่ที่ดูแลเขา คุณพ่อคุณแม่ต้องห้ามให้ลูกนั่งเล่นน้ำตามลำพังในอ่างน้ำ ระดับน้ำสูงเพียง 5 ซม. ก็อาจจมน้ำได้ ควรกำจัดแหล่งน้ำที่ไม่จำเป็นในบ้านและละแวกบ้าน หรือกั้นรั้ว กั้นประตู ไม่ให้ลูกอยู่ใกล้แหล่งน้ำได้ เช่น การเทน้ำในถังทิ้งไป การปิดฝาถังน้ำ การปิดประตูห้องน้ำ ปิดประตูหน้าบ้านหลังบ้านเพื่อไม่ให้ลูกคลานออกไปได้

ตู้ ชั้นวางของ โต๊ะวางทีวี- เด็กวัยนี้เริ่มมีความสามารถในการปีนป่าย ยืนบนเก้าอี้เพื่อหยิบของบนที่สูงได้ และหนึ่งในนั้นอาจเป็นสารพิษ โต๊ะวางสิ่งของเหล่านี้จึงควรวางบนพื้นราบ มั่นคง ไม่ล้มง่าย หรือควรยึดโต๊ะด้วยสายยึดกับกำแพง เฟอร์นิเจอร์ต้องไม่มีมุมคม หากมีควรใส่อุปกรณ์กันกระแทกที่มุมของทุกมุม

ปลั๊กไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้า - ควรปิดที่ีเสียบปลั๊กไฟ หรือติดตั้งกล่องครอบปลั๊กไฟ เพื่อป้องกันลูกใช้นิ้วแหย่

สัตว์เลี้ยงในบ้าน – เด็กๆ มักสนใจสัตว์เลี้ยงที่มีอยู่ในบ้าน อาจถูกเลีย กัด ข่วน จากการจับ ดึง หรือแหย่สัตว์ได้ ไม่ควรปล่อยให้ลูกอยู่ตามลำพังกับสัตว์เลี้ยง สอนลูกไม่ให้รังแกสัตว์ เช่น ดึงหู ดึงหาง แย่งจานอาหาร ของเล่นสัตว์ และควรฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าให้กับสัตว์เลี้ยงของเราด้วย

ปวดชานิ้วมือ


ในระหว่างการตั้งครรภ์ ร่างกายคุณแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน โดยฮอร์โมนโพรเจสเตอโรนส่งผลให้เอ็นคลายตัว จึงทำให้ข้อต่อกระดูกมีการหย่อนตัว ขณะเดียวกันกล้ามเนื้อก็ทำงานมากขึ้น ทำให้มีน้ำสะสมในร่างกายจำนวนมาก โดยเฉพาะส่วนมือจนช่องหรืออุโมงค์ที่ข้อมือแคบลง ทำให้เส้นประสาทที่ไปเลี้ยงบริเวณมือถูกกดทับ จนเนื้อเยื่อบวมจนคุณแม่รู้สึกชา เจ็บ และปวดที่บริเวณปลายนิ้ว หรืออาจจะเป็นทั้งมือได้ โดยเฉพาะด้านนิ้วหัวแม่มือจะชามากกว่าด้านนิ้วก้อย บางครั้งอาจเกิดอาการปวดข้อมือหรือฝ่ามือได้อาจเป็นเพียงมือเดียวหรือทั้งสองมือก็ได้

เมื่อเกิดอาการปวดชานิ้วมือ คุณแม่ควรหาสาเหตุของอาการที่เกิดขึ้นก่อนว่ากิจกรรมอะไรที่ทำให้คุณแม่รู้สึกชา ปวดตามมือเพราะบางครั้งสามารถป้องกันได้ เช่น ถ้าต้องทำงานกับคอมพิวเตอร์ก็ควรหาที่รองข้อมือเพื่อไม่ให้ข้อมืองอ หรืออาจจะใช้สายรัดช่วยรัดพยุงข้อมือ และควรพักเป็นระยะเพื่อยืดข้อมือด้วยนะคะแต่หากการปวดชานิ้วมือเกิดจากภาวะการตั้งครรภ์ คุณแม่ควรแช่มือในน้ำอุ่น เวลานอนก็พยายามหลีกเลี่ยงการนอนทับมือให้วางมือไว้บนหมอน เพื่อหลีกเลี่ยงการกดทับ หากตื่นขึ้นมาแล้วมีอาการชาและปวดก็สะบัดมือจนกว่าจะรู้สึกดีขึ้น

นอกจากนี้ การฝึกโยคะสามารถช่วยบรรเทาอาการนี้ได้ เนื่องจากเป็นการฝึกมือให้แข็งแรงขึ้น

คุณแม่ไม่ต้องกังวลว่าอาการปวดชาตามนิ้วมือนี้จะไม่หาย เพราะหลังคลอดสักระยะพออาการบวมลดลง ช่องที่บริเวณข้อมือก็จะกลับมากว้างเหมือนเดิม อาการชาก็จะหายไป ถ้าชามากไม่สามารถทำงานได้ ให้บรรเทาด้วยการแช่น้ำอุ่น เพื่อให้การหมุนเวียนของเลือดบริเวณฝ่ามือและข้อมือดีขึ้น จะได้ยุบบวมลง หรือการนวดบริเวณข้อมือและฝ่ามือบ่อยๆ ก็จะทำให้อาการชาดีขึ้นค่ะ แต่หากอาการปวดหรือชาของคุณแม่ไม่ลดลง หรือเจ็บปวดมากขึ้น ควรรีบปรึกษาคุณหมอนะคะ 

อาการเจ็บชายโครงของแม่ตั้งครรภ์

อาการเจ็บชายโครงของแม่ตั้งครรภ์
ช่วงนี้คุณแม่อาจรู้สึกเจ็บชายโครง อาการนี้เกิดจากการขยายตัวของมดลูกไปกดทับกระดูกซี่โครง ทำให้คุณแม่มีอาการเจ็บชายโครงด้านใดด้านหนึ่ง แต่ไม่ต้องตกใจไปนะคะ เพราะอาการนี้ไม่ได้เป็นปัญหาร้ายแรงอะไร และไม่ได้รู้สึกเจ็บตลอดเวลาเพียงแต่รู้สึกเจ็บบ้างเป็นบางครั้งเท่านั้นค่ะ

อาการเจ็บนี้ส่วนใหญ่มักเกิดจากกิจกรรมในชีวิตประจำวันของคุณแม่ ซึ่งสามารถป้องกันการเจ็บชายโครงนี้ได้ ดังนี้

ไม่ควรเปลี่ยนอิริยาบถอย่างรวดเร็ว ควรจะค่อยๆ ขยับและเปลี่ยนท่าทางอย่างช้าๆ เช่น การเปลี่ยนท่าจากนั่งพื้นแล้วยืน ควรจะเปลี่ยนเป็นท่าคลาน แล้วใช้แรงแขน 2 ข้างเกาะแล้วดึงตัวขึ้น ไม่ควรทำท่านั่งยองแล้วยกตัวขึ้น เพราะจะล้มได้ง่ายกว่า

ไม่ควรเดินหรือก้าวเท้าเร็วเกินไป หากไม่จำเป็นจริงๆ คุณแม่ไม่ควรขึ้นบันไดหรือก้าวเท้าขึ้นที่สูงมากๆ รวมถึงงานบ้านต่างๆ ที่อาจจะทำให้เกิดแรงดันในช่องท้อง ก็ควรจะงดเช่นกัน

ควรเลือกเสื้อชั้นในที่พอดีกับหน้าอกที่ขยายขึ้น อย่าทนใส่ขนาดเดิมตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ เพราะยิ่งจะไปเพิ่มการกดทับของกระดูกมากขึ้น และที่สำคัญควรเลือกเสื้อชั้นในที่สวมใส่สบาย ไม่มีโครงมากดทับ

ควรนั่ง ยืน เดินตัวตรง อย่านั่งห่อตัว เพราะจะทำให้มดลูกค้ำยันชายโครงมากขึ้น พยายามนั่งหลังตรง โดยใช้หมอนรองไว้ด้านหลัง เพื่อให้บริเวณใต้อกมีเนื้อที่มากขึ้น

หากเกิดอาการเจ็บชายโครงขึ้นมาขอให้นอนพัก โดยนอนในท่างอตัว เพื่อให้ท้องหย่อน โดยปกติอาการจะหายไปภายใน 10 นาที

อย่างไรก็ตาม คุณแม่บางคนอาจจะมีการเจ็บเสียดบ่อยในขณะที่บางคนไม่ค่อยเกิดอาการนี้ ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน รวมถึงหากเป็นการตั้งครรภ์ครั้งที่ 2 ก็จะเกิดอาการเจ็บเสียดได้ง่ายกว่า เพราะผนังหน้าท้องเริ่มไม่กระชับเหมือนคุณแม่ที่เพิ่งตั้งครรภ์เป็นครั้งแรก หากคุณแม่ยังเจ็บเสียดต่อเนื่อง เป็นๆ หายๆ 4-5 ครั้งติดต่อกัน ขอให้รีบไปพบคุณหมอ เพราะอาจจะเกิดการแท้งหรือการคลอดก่อนกำหนดได้ค่ะ 

ชวนลูกรักความสะอาด


การสร้างสุขนิสัยในการดูแลความสะอาดของตัวเอง เป็นสิ่งที่คุณแม่ต้องให้ความสำคัญในการสอนลูก ซึ่งทำได้โดย....

ให้ลูกเลือกอุปกรณ์เอง- ให้ลูกเลือกอุปกรณ์เกี่ยวกับการทำความสะอาดร่างกายไม่ว่าจะเป็นแปรงสีฟัน แชมพู สบู่ ฟองน้ำขัดตัวด้วยตัวเอง แต่คุณแม่ช่วยดูว่าของทุกชิ้นที่ลูกเลือกเหมาะกับช่วงวัยของลูกจริงๆ เช่น แปรงสีฟันสำหรับเด็ก แชมพู สบู่ที่อ่อนโยนต่อผิวบอบบาง เป็นต้น

มีอุปกรณ์หลากหลาย- ให้ลูกมีแปรงสีฟัน แชมพู สบู่ ที่หลากหลาย เพื่อเป็นตัวเลือกที่เพิ่มความสนุกตื่นเต้นก่อนเริ่มกิจกรรมได้เหมือนกัน รวมทั้งของเล่นหลอกล่อเล็กๆ น้อยๆ ด้วยยามอาบน้ำ เช่น หมวกคลุมเวลาสระผม ถามลูกว่าอยากได้สีไหน และอธิบายสรรพคุณ เช่น "หมวกเอาไว้ใส่เวลาสระผม กันแชมพูเข้าตาลูกไง ลูกอยากได้สีไหนเลือกไปเลย" หรือผ้าคลุมอาบน้ำน่ารักๆ เพื่อจูงใจให้ลูกอยากอาบน้ำ เป็นต้น

ทำเป็นกิจวัตร- ทำให้ลูกคุ้นเคยกับการทำความสะอาดร่างกายเป็นประจำสม่ำเสมอ โดยเลือกเวลาเดิมหรือใกล้เคียงกับเวลาเดิม เช่น อาบน้ำตอนตื่นนอน และก่อนเข้านอนทุกวัน แปรงฟันหลังอาหารทุกครั้ง เป็นต้น

พูดจูงใจแทนการบังคับ- ควรหลีกเลี่ยงการบังคับ หันมาใช้วิธีพูดจูงใจแทน เช่น พูดกับลูกว่า "วันนี้มาลองอาบน้ำด้วยสบู่กลิ่นใหม่ที่ลูกไปเลือกซื้อมาดีไหมจ๊ะ" หรือ "วันนี้ลูกอยากใช้แปรงสีไหนแปรงฟันจ๊ะ" หรือ “มาดูสิว่าหลังจากอาบน้ำแล้วใครตัวหอมกว่ากัน” เป็นต้น ถ้าเขายังไม่อยากทำก็อย่าบังคับ ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปดีที่สุด

ทำเป็นตัวอย่าง - เมื่อถึงเวลาอาบน้ำ แปรงฟัน คุณพ่อคุณแม่อาจพูดขึ้นมาลอยๆ ว่า "กินข้าวเสร็จแล้วต้องแปรงฟัน ไปดูคุณแม่แปรงฟันไหมคะ" จากนั้นก็แปรงฟันให้ลูกดู ลูกจะค่อยๆ จดจำ และอยากทำเหมือนคุณบ้าง ตามลักษณะนิสัยชอบเลียนแบบของวัยนี้

เล่านิทานเรื่องเด็กรักความสะอาด – ช่วยให้ลูกรับรู้ว่าการดูแลความสะอาดร่างกายเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องปฏิบัติ ทุกวัน ฉะนั้นคุณต้องพูดข้อดีให้ลูกเห็นทั้งขณะและหลังทำความสะอาดร่างกายทุกครั้ง

เล่นๆ อาบๆ- เด็กๆ ชอบเล่นน้ำอยู่แล้ว ก็ใช้นำมาเล่น เช่น สายฝนด้วยฝักบัวตัวเอง เล่นอาบน้ำให้ตุ๊กตา เป่าฟองสบู่ ตุ๊กตาฟองน้ำ ฯลฯ ลูกจะสนุกและรู้สึกดีกับเวลาอาบน้ำ

ชมลูก – การพูดชมลูกทุกครั้งที่เขาทำกิจกรรมเสร็จ ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ลูกได้ เช่น อาบน้ำแล้วลูกตัวหอมมาก วันนี้ลูกแปรงฟันได้นาน เก่งจริงฟันลูกสะอาดแข็งแรงแน่ๆ เลย เป็นต้น