วันศุกร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2557

การดูแลสุขภาพของลูก เดือนที่ 29

เดือนที่ 29
ลูกชอบอมและบ้วนข้าวทิ้ง
ในวัย 2-3 ขวบนี้ เด็กมักจะชอบอมข้าวเอาไว้ในปากนานๆ สาเหตุส่วนใหญ่นั่นเป็นเพราะเกิดจากการที่เขามักจะห่วงเล่น สนใจสิ่งรอบตัว ทั้งของเล่น หรือเสียงโทรทัศน์ ทำให้ลูกไม่สนใจในการกินอาหาร เมื่อคุณแม่ป้อน ลูกก็ยังไม่ละความสนใจจากสิ่งต่างๆ จึงอมข้าวไว้ในปากก่อนนั้นเอง ส่วนการที่ลูกมักบ้วนข้าวทิ้งอาจเป็นเพราะลูกเบื่ออาหารก็เป็นได้ ซึ่งปัญหาเหล่านี้คุณแม่สามารถแก้ไขได้ค่ะ

ฝึกให้ลูกกินอาหารให้ตรงเวลา เนื่องจากระบบย่อยอาหารมีเวลาที่จะกระตุ้นในการช่วยย่อยอาหารอยู่ จึงควรฝึกให้ลูกน้อยกินอาหารให้ตรงเวลา และกินอาหารให้อยู่ในพื้นที่ที่จัดไว้อย่างเป็นสัดส่วน ซึ่งจะช่วยให้ลูกน้อยลดความสนใจในสิ่งเร้าต่างๆ ออกไปได้และฝึกระเบียบวินัยในการกิน

เปลี่ยนอาหารไม่ให้ซ้ำซากและให้อาหารมีขนาดที่พอเหมาะหรือเป็นอาหารที่กินง่ายและมีรสชาติที่เด็กน้อยชอบ

พาลูกน้อยไปกินข้าวนอกบ้านบ้าง เช่น ในช่วงเย็น บางครั้งบรรยากาศใหม่ๆ ก็อาจจะทำให้ลูกอารมณ์ดีและสามารถกินข้าวได้มากขึ้นค่ะ



คุณพ่อคุณแม่ควรกินข้าวพร้อมกับลูกบนโต๊ะอาหาร อย่าปล่อยให้ลูกนั่งกินกับพี่เลี้ยง หรือนั่งกินหน้าโทรทัศน์ เพราะลูกจะรู้สึกมีความสุขที่ได้กินข้าวพร้อมกับคุณพ่อคุณแม่ และเด็กในวัยนี้อยากจะตักอาหารกินด้วยตัวเอง คุณแม่ควรจะปล่อยให้ลูกได้ทำเอง แม้ว่าจะหกเลอะเทอะไปบ้าง แต่ลูกจะมีความสุขและสนุกกับการกิน จนอาการชอบอมและบ้วนข้าวทิ้งของลูกค่อยๆ ลดลงไปในที่สุดค่ะ

การดูแลสุขภาพของลูก เดือนที่ 30


เดือนที่ 30
ลูกนอนกรน
การนอนกรนของเด็กนั้น อาจจะเป็นการกรนที่ไม่ปกติ และส่งผลกระทบต่อพัฒนาการด้านร่างกาย สติปัญญา และจิตใจ อีกทั้งยังมีผลต่อคุณภาพชีวิตและปัญหาสุขภาพในระยะยาวได้ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่คุณแม่ควรใส่ใจดูแลลูกอย่างใกล้ชิดค่ะ

สาเหตุของการนอนกรนมาจากการอุดกลั้นของทางเดินหายใจให้ลมหายใจเข้ายาก ร่างกายจึงพยายามที่จะสร้างแรงเยอะๆ เพื่อให้ลมเข้า ก็เลยเกิดเป็นเสียงผิดปกติ เรียกว่าการนอนกรน ซึ่งแบ่งเป็นการนอนกรนเฉยๆ หรือนอนกรนที่มีการอุดกลั้นทางเดินหายใจ ซึ่งถ้าเป็นการนอนกรนเฉยๆ ไม่ต้องรักษา เพราะว่ากลุ่มนี้จะไม่มีการทำให้สารเคมีในเลือดผิดปกติ แต่ถ้าเป็นการนอนกรนอีกแบบที่มีการอุดกลั้นทางเดินหายใจ คุณแม่ต้องรีบรักษาค่ะ

คุณแม่สามารถสังเกตว่าลูกนอนกรนแบบไหน
อันตรายหรือไม่ โดยดูการหายใจ เช่น....
ลูกอ้าปากหายใจ เพราะจมูกหายใจเอาอากาศเข้าไปไม่พอหรือเปล่า

ลูกหายใจแบบกระสับกระส่าย เหมือนนอนหลับไม่สนิท เพราะถ้าอากาศเข้าสู่ร่างกายน้อย ทำให้ออกซิเจนในเลือดลดลง คาร์บอนไดออกไซด์สูงขึ้น เลือดเป็นกรด ระบบสารเคมีในร่างกายผิดปกติ ร่างกายจะมีเซลล์ตอบรับว่าหายใจไม่พอเลยต้องกระตุ้นให้ตื่น ตื่นในขณะหลับก็ทำให้เด็กกระสับกระส่าย เหมือนหลับแต่ไม่ได้พักผ่อน

เหงื่อจะออกมาก หายใจในขณะหลับแล้วจะรู้สึกเหนื่อย บางครั้งเด็กจะมีการปัสสาวะรดที่นอนเป็นประจำในช่วงกลางคืน

เวลาหายใจเข้าแล้วหน้าอกยุบ แต่ท้องป่อง ซึ่งถือว่าผิดปกติ

การป้องกันอาการนอนกรน สามารถป้องกันได้ในบางสาเหตุ เช่น...
ควรให้ลูกหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่อสารก่อภูมิแพ้ ได้แก่ ควันบุหรี่ ฝุ่นละออง และสัตว์เลี้ยง

ควรหมั่นดูแลทำความสะอาดที่นอน ปลอกหมอนและผ้าห่มบ่อยๆ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นที่กักเก็บฝุ่นละอองและไรฝุ่น เพื่อป้องกันลูกมีอาการภูมิแพ้

ในเด็กที่มีปัญหาเรื่องความอ้วน ก็ต้องควบคุมน้ำหนัก

หากลูกมีอาการไม่รุนแรง คุณแม่สามารถช่วยเบื้องต้นได้ คือขณะที่ลูกนอนกรน ควรจัดให้ลูกนอนตะแคง จะทำให้ลิ้นไม่ไปอุดกั้นทางเดินหายใจ แต่หากคุณแม่ยังกังวลใจควรพาลูกไปพบคุณหมอค่ะ

การดูแลสุขภาพของลูก เดือนที่ 31

เดือนที่ 31
ลูกฉี่รดที่นอน
ปัญหาฉี่รดที่นอนเป็นเรื่องปกติสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และไม่มีวิธีการแก้ปัญหาที่ตายตัว มักเกิดจากความไม่สมดุลของปัสสาวะขณะนอนหลับกับขนาดของกระเพาะปัสสาวะ ทำให้มีปัสสาวะรดออกมากลางคืน

หากคุณแม่ได้ฝึกลูกน้อยให้เลิกใช้ผ้าอ้อมในเวลากลางวันได้แล้ว แต่เมื่อพบว่าลูกยังปัสสาวะรดที่นอนในตอนกลางคืนอยู่ ก็อย่าได้ผิดหวัง เพราะการฝึกเข้าห้องน้ำตอนกลางวันและกลางคืนนั้นไม่เหมือนกัน สำหรับการฝึกเข้าห้องน้ำในตอนกลางวัน ความสำเร็จในการฝึกจะขึ้นอยู่กับว่าลูกน้อยสามารถบอกคุณแม่ได้เมื่อรู้สึกปวดปัสสาวะ แต่สำหรับการปัสสาวะตอนกลางคืนนั้น ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับพัฒนาการของร่างกายมากกว่า

ป้องกันลูกไม่ให้ฉี่รดที่นอน
ฝึกลูกให้เข้าห้องน้ำก่อนเข้านอนจนเป็นนิสัย

ก่อนนอน ไม่ควรให้ลูกดื่มน้ำมาก ควรดื่มก่อนเข้านอนประมาณ 2 ชั่วโมง แล้วเข้าห้องน้ำก่อนเข้านอนจะช่วยลดโอกาสที่เขาจะปวดปัสสาวะระหว่างหลับได้

ชมลูกเมื่อลูกไม่ฉี่รดที่นอน เพื่อให้เขาเห็นข้อดีของการไม่ฉี่รดที่นอน

ถ้าพบว่าเด็กเลิกปัสสาวะรดที่นอนมานานแล้ว กลับมาเริ่มปัสสาวะรดที่นอนอีก ให้ลองหาสาเหตุที่อาจทำให้เขาเครียด หรือเขามีความเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์หรือไม่ แต่คุณแม่ก็อย่าลืมดูสาเหตุทางด้านร่างกายด้วย เช่น การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ โดยเฉพาะในเด็กผู้หญิง ซึ่งอาการมักจะมาพร้อมกับการปวดท้องน้อย และมีไข้ค่ะ

การปัสสาวะรดที่นอนนั้นไม่ได้เกิดจากความผิดของคุณแม่ หรือการที่ลูกน้อยพยายามไม่เพียงพอ แต่คุณแม่ควรรอให้พัฒนาการทางร่างกายของลูกน้อยถึงจุดที่เหมาะสมมากกว่า โดยส่วนใหญ่แล้วลูกน้อยจะเลิกปัสสาวะรดที่นอนได้เอง เมื่ออายุ 5 ปีขึ้นไปค่ะ

การดูแลสุขภาพของลูก เดือนที่ 32

เดือนที่ 32
ทำไมลูกชอบกัด
การชอบกัดคนอื่น เป็นพฤติกรรมที่พบได้ในเด็กช่วงวัย 1-3 ปี เพราะเด็กในวัยนี้ จะเริ่มมีพัฒนาการมากขึ้น หยิบจับสิ่งของได้เอง มีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น เริ่มรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำมีผลต่อคนรอบข้างอย่างไร เวลาที่เล่นกับคนอื่นแล้วมีอารมณ์ตื่นเต้นมากๆ สนุกมากๆ อาจจะเริ่มมีการใช้ปากกัดเพราะรู้สึกมันเขี้ยว กัดแล้วรู้สึกดีมีความสุข แต่เด็กๆ บางคนอาจเริ่มมาจากอารมณ์โกรธ หงุดหงิด ไม่ได้ดั่งใจ จึงกัดเพื่อเป็นการระบายอารมณ์

ถ้าคุณแม่สังเกตว่าลูกน้อยเป็นเด็กชอบกัด ก็ไม่ควรดุหรือต่อว่าลูกด้วยการใช้คำพูดที่รุนแรงหรือเสียงดังใส่ลูก แต่ควรจะจับตัวเขาไว้ กอดเขาไว้ไม่ให้กัด บอกเขาว่า “กัดไม่ได้” ทำอย่างนี้ทุกๆ ครั้งเมื่อลูกจะกัดคนอื่น แล้วค่อยๆ คุย และค่อยๆ ถามว่าทำไมลูกถึงไปกัดคนอื่น ให้เขาพูดความรู้สึกออกมา บอกเขาว่าเราไม่กัดคนอื่นเวลาโกรธ แต่เราจะบอกว่าเรารู้สึกอย่างไร และสอนให้ลูกเป็นฝ่ายขอโทษ วิธีนี้จะทำให้ลูกค่อยๆ สงบ และเกิดการเรียนรู้ว่าถ้าครั้งต่อไปรู้สึกโมโหอีกก็จะรู้จักระงับอารมณ์โกรธของตัวเองได้ค่ะ

ที่สำคัญ อย่าพูดว่าลูกเป็นเด็กจอมกัด เพราะมีผู้ใหญ่บางคนที่ชอบพูดล้อเลียน หรือเวลาเจอลูกก็พูดกระแนะกระแหนว่า "นี่ไงเจ้าเด็กชอบกัด" หรือพอเจอก็พูดว่า "ระวังๆ เดี๋ยวจะโดนเด็กคนนี้กัดอีกนะ" การพูดเช่นนี้จะเป็นการไปคอยตอกย้ำว่าลูกเป็นเด็กชอบกัด ไม่มีใครรัก ไม่มีใครอยากยุ่งด้วย ซึ่งจะทำให้เขายิ่งรู้สึกโกรธ และอาจใช้วิธีกัดคุณพ่อคุณแม่ กัดเพื่อน กัดคนรอบข้าง เพื่อเป็นการระบายอารมณ์ของเขา และอาจกลายเป็นพฤติกรรมต่อเนื่อง

พฤติกรรมการกัดจะลดลงเมื่อลูกอายุได้ 3 ขวบขึ้นไป เพราะมีกิจกรรมอื่นที่ทำให้ลูกสนใจมากขึ้น แต่ถ้าพฤติกรรมการกัดนี้ยังไม่หายไป คุณแม่ควรพาไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพราะอาจมาจากสาเหตุอื่น เช่น พูดช้า สื่อสารไม่ได้ หรืออาจมีปัญหาเรื่องอารมณ์และพฤติกรรมค่ะ

การดูแลสุขภาพของลูก เดือนที่ 33

เดือนที่ 33
ใช้ของใกล้ตัวปฐมพยาบาลลูกน้อย
เพราะอุบัติเหตุและอาการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ เกิดขึ้นกับลูกวัยกำลังซนได้บ่อยๆ จึงจำเป็นที่คุณแม่ควรรู้จักวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นด้วยของใกล้ตัวไว้บ้าง ดังนี้

น้ำมะนาวอุ่นๆ ผสมน้ำผึ้ง ช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ

น้ำขิงแก้คลื่นไส้เมารถ ขิงมีสรรพคุณช่วยแก้อาการคลื่นไส้ได้ดี หากรู้ว่าต้องเดินทางไกล และลูกมักมีอาการไม่ค่อยดีเวลานั่งรถนานๆ การต้มน้ำขิงที่รสชาติไม่เผ็ดร้อนจนเกินไปนัก (คุณแม่อาจใส่น้ำตาลให้มีรสหวานนิดๆ) ให้ลูกดื่มก่อนขึ้นรถสักครึ่งชั่วโมงจะช่วยลดอาการเมารถได้

แตงกวาสำหรับอาการบวมเล็กน้อย นั่นเพราะแตงกวามีฤทธิ์เย็น จึงช่วยลดอาการบวมเล็กๆ น้อยๆ ได้

กุญแจช่วยบ่งเหล็กในของผึ้ง ใช้ลูกกุญแจที่มีรูแล้ววางให้บริเวณจุดของเหล็กในอยู่ตรงกลางของรู แล้วกดให้เหล็กในออกมาแล้วค่อยๆ ดึงออกเบาๆ (อย่าออกแรงบีบเค้น เพราะจะทำให้ถุงน้ำพิษในเหล็กในแตก ลูกจะได้รับพิษมากขึ้น)

ถุงเท้าแก้อาการปวดท้อง เป็นวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยลดอาการปวดท้องให้ลูกน้อยในยามที่บ้านคุณแม่ไม่มีกระเป๋าน้ำร้อน เพียงนำถุงเท้าใส่ข้าวดิบและผูกปากถุงแล้วนำไปเข้าไมโครเวฟประมาณ 1 นาที หรือให้พออุ่นแล้วนำไปวางไว้บริเวณท้องที่ปวด ก็จะช่วยบรรเทาอาการได้

รู้ไว้ไม่เสียหลาย เมื่อถึงคราวฉุกเฉินจะได้นำมาใช้แก้ปัญหาได้ทันค่ะ

การดูแลสุขภาพของลูก เดือนที่ 34

เดือนที่ 34
ลูกท้องผูก ช่วยอย่างไรดี
การถ่ายลำบาก อุจจาระแข็ง ต้องใช้แรงเบ่ง เป็นอาการของเด็กท้องผูกทั่วไป เด็กๆ นั้นอาจจะไม่ถ่ายอุจจาระทุกวัน ถ้าอุจจาระไม่แข็งมากก็ไม่มีปัญหาอะไร นอกจากการไม่กินอาหารที่มีกากใยแล้ว เด็กบางคนท้องผูกจากปัญหาทางด้านจิตใจ เช่น ฝังใจกับการมีอุจจาระแข็งแล้วเจ็บเวลาถ่าย ทำให้มักจะกลั้นอุจจาระเพราะกลัวเจ็บ หรือเป็นเพราะเคยโดนคุณแม่ฝึกขับถ่ายแบบบังคับ ทำให้ลูกต่อต้านด้วยการกลั้นอุจจาระ ไม่ยอมถ่ายจึงเกิดอาการท้องผูก

คุณแม่สามารถแก้ปัญหาท้องผูกของลูกน้อยได้ ด้วยการสร้างนิสัยการขับถ่ายของลูกให้เป็นเวลา เพราะการไม่ขับถ่ายหลายวัน จะทำให้ลำไส้ดูดซึมน้ำจากก้อนอุจจาระกลับ ทำให้ก้อนอุจจาระแข็ง เป็นสาเหตุของการขับถ่ายลำบาก

นอกจากนี้ ควรฝึกให้ลูกเข้าห้องน้ำเมื่อถึงเวลาที่สังเกตว่าลูกชอบขับถ่ายเวลานั้นๆ ที่สำคัญควรให้ลูกดื่มน้ำมากๆ นอกจากน้ำเปล่าแล้วก็ควรดื่มน้ำผลไม้ เช่น น้ำส้มคั้น น้ำฝรั่ง หรือน้ำแอปเปิ้ล รวมทั้งกินอาหารที่กากใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ จะช่วยกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวได้ดี กากอาหารสามารถขับถ่ายออกมาได้ง่ายและสม่ำเสมอ

ถ้าอาการท้องผูกของลูกน้อยไม่ดีขึ้น คุณแม่ควรพาลูกไปพบคุณหมอเพื่อขอคำปรึกษา แต่ไม่ควรใช้ยาระบายเอง เพราะยาบางอย่างอาจรบกวนการดูดซึมวิตามิน และทำให้ลูกเคยชินกับการใช้ยา จนขับถ่ายเองไม่เป็นค่ะ

การดูแลสุขภาพของลูก เดือนที่ 35

เดือนที่ 35
รับมือโรคมือเท้าปาก
โรคมือเท้าปาก (Hand Foot and Mouth Disease) เป็นโรคไข้ออกผื่นชนิดหนึ่งที่ไม่รุนแรงและพบได้ตลอดปี โดยเฉพาะช่วงฝนตกอากาศเย็นและชื้น โรคนี้มักจะเกิดกับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 10 ขวบ ยิ่งเด็กเล็กๆ ที่อายุต่ำกว่า 3 ขวบด้วยแล้ว มีแนวโน้มที่จะได้รับเชื้อนี้บ่อยกว่าวัยอื่นๆ เพราะเขายังไม่รู้จักการรักษาความสะอาดส่วนตัวที่ดีพอนั่นเอง

สาเหตุของโรคนี้มาจากเชื้อไวรัสค็อกซากีและไวรัสเอนเทอโร 71 โรคนี้จะอันตรายหากเป็นการติดจากไวรัสเอนเทอโร 71 เพราะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางสมองได้ค่อนข้างรุนแรง จนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โรคนี้แพร่กระจายจากการสัมผัสกันเป็นหลัก โดยเชื้อไวรัสอาจติดมากับมือหรือของเล่นที่เปื้อนน้ำลาย น้ำมูก น้ำจากตุ่มพองและแผล หรืออุจจาระของเด็กที่ป่วย รวมไปถึงการไอจามรดกัน ซึ่งจะติดต่อกันง่ายมากขึ้น เด็กที่คลุกคลีและเล่นกับเด็กที่ป่วยจึงมีโอกาสติดเชื้อได้สูงทีเดียว เช่น เด็กในโรงเรียนอนุบาล ในเนิร์สเซอรี่

อาการของโรค
อาการจะเริ่มจากเป็นไข้ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย อาจมีน้ำมูก ไอ เจ็บคอ เสียงแหบ (คล้ายเป็นหวัด) อาเจียนหรือถ่ายเหลวร่วมด้วย ต่อมาเป็นผื่นและตุ่มน้ำใสที่บริเวณปาก ฝ่ามือ และฝ่าเท้า บางครั้งอาจจะมีผื่นขึ้นที่บริเวณก้นด้วย แม้อาการของเด็กที่เป็นโรคนี้จะแยกจากโรคทั่วไปได้ยาก แต่หากลูกมีไข้โดยไม่รู้สาเหตุ ก็ควรดูอาการอย่างน้อย 5-7 วัน หากไข้ลดลงแล้วไม่มีตุ่มใส ก็สรุปว่าไม่เป็นโรคมือเท้าปาก หลักในการสังเกตง่ายๆ จึงอยู่ที่ตุ่มใสที่ขึ้นร่วมกับอาการมีไข้นั่นเอง

ดูแลรักษาเยียวยาลูกน้อย
โรคนี้ไม่มีวัคซีน การรักษาจะรักษาอาการ เช่น ให้ยาลดไข้ เช็ดตัวลดไข้ ให้กินอาหารอ่อนๆ และอาหารที่มีความเย็น เช่น น้ำผลไม้ ไอศกรีม เพื่อลดอาการเจ็บที่ปาก ลิ้น และทำให้เด็กกินได้มากขึ้น ควรหลีกเลี่ยงอาหารแข็งและอาหารร้อน โดยปกติโรคนี้สามารถหายได้เองภายใน 5-7 วัน ไข้จะลด ตุ่มน้ำยุบ ลูกจะกินอาหารได้ตามปกติ